สวทช.ส่ง “ริสแบนด์” บุกรพ.ระยอง ช่วยแพทย์ระบุตัวตนผู้ป่วย

สวทช.ส่ง “ริสแบนด์” บุกรพ.ระยอง ช่วยแพทย์ระบุตัวตนผู้ป่วย
29 ตุลาคม 2563
196

สวทช. จับมือ สรพ. หนุนจับคู่โรงพยาบาลระยองกับธุรกิจซอฟต์แวร์ พัฒนาพร้อมนำร่องใช้“ริสแบนด์” ตัวช่วยแพทย์ระบุตัวตนผู้ป่วยฉุกเฉิน ตอบโจทย์ความถูกต้อง รวดเร็ว แม่นยำ ลดเสี่ยงข้อมูลผิดพลาด ทั้งอัพเดตข้อมูลแบบเรียลไทม์ เตรียมก้าวสู่การเป็นโรงพยาบาลอัจฉริยะ

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี ร่วมกับสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) หรือ สรพ. ริเริ่มโครงการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรสาธารณสุข หรือ 2P @Safety Tech (Patient and Personnel at Safety Technology Awards)  จับคู่ธุรกิจซอฟต์แวร์กับโรงพยาบาลระยอง พัฒนา“ระบบระบุตัวตนผู้ป่วยแผนกฉุกเฉิน” ช่วยลดความเสี่ยง ลดขั้นตอนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับบุคลากรทางการแพทย์

160390451988

นางศันสนีย์ ฮวบสมบูรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี สวทช. กล่าวถึง แนวคิดโครงการ 2P @Safety Tech ว่า สวทช. ร่วมกับ สรพ. ในการประสานความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลและผู้ประกอบการเทคโนโลยีด้านสุขภาพและการแพทย์ เพื่อนำนวัตกรรมมาช่วยให้ระบบงานบริการในโรงพยาบาลสะดวกและง่ายขึ้น ลดความเสี่ยงและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรการแพทย์

ซึ่งโครงการฯ นี้เริ่มเมื่อปี 2561 โดย สรพ. ได้เปิดโอกาสให้โรงพยาบาลที่มีความต้องการจะยกระดับการบริการได้ระบุปัญหาในรูปแบบข้อเสนอโครงการที่มีโอกาสที่จะนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมมาช่วยแก้ปัญหา ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าโรงพยาบาลจะต้องมีความพร้อมที่จะนำไปใช้ให้แก้ปัญหาและเกิดประโยชน์ได้จริง จากนั้นทาง สรพ. และ สวทช. จะนำข้อเสนอโครงการมาพิจารณาคัดเลือกและจับคู่กับ นักวิจัย นวัตกรหรือผู้ประกอบการเทคโนโลยีที่ สวทช.มี เพื่อนำเทคโนโลยีไปใช้แก้ปัญหาและยกระดับการบริการตามข้อเสนอโครงการของโรงพยาบาล

สวทช. นำกระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) มาช่วยวิเคราะห์ปัญหาให้ชัดเจน เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์และนักนวัตกรได้ร่วมคิดร่วมทำงานกัน เกิดความคิดริเริ่มในการพัฒนานวัตกรรมต้นแบบหรือนำเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วและสอดคล้องกับบริบทปัญหาของโรงพยาบาลแต่ละแห่ง โดยศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการฯ จะเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยี ออกแบบโมเดลธุรกิจที่สามารถขยายผลไปยังโรงพยาบาลอื่นที่มีปัญหาเช่นเดียวกัน รวมถึงยังคอยเสาะหาและดึงกลไกให้ทุนสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ ซึ่งถือเป็นการพัฒนานวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาภายใต้แนวคิด Open Innovation

ด้าน พญ.ปิยวรรณ ลิ้มปัญญาเลิศ รองผู้อำนวยการ สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (สรพ.) กล่าวว่า สรพ. เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนมาตรฐานคุณภาพการให้บริการในสถานพยาบาลทั่วประเทศ และโครงการฯ นี้ เป็นหนึ่งในกลยุทธ์การขับเคลื่อนนโยบายความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรสาธารณสุข เพื่อให้โรงพยาบาลในโครงการ 2 P Safety Hospital ได้พัฒนานวัตกรรมสำหรับแก้ไขปัญหา อุบัติการณ์ความเสี่ยงตามแนวทางเป้าหมายความปลอดภัย Patient and Personnel Safety Goal (SIMPLE) 2 ภายใต้แนวคิด Human Factor Engineering “วิศวกรรมปัจจัยมนุษย์” ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการลดความผิดพลาดในการทำงานของมนุษย์ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ผู้ป่วยปลอดภัย เราก็ปลอดภัย

160390453683


จากความร่วมมือกับ สวทช. ที่ผ่านมา ได้มีโรงพยาบาลทั่วประเทศที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ
[email protected] แล้วจำนวน 37 แห่ง จากที่สมัครมามากกว่า 120 แห่ง พร้อมด้วยบริษัทเทคโนโลยี 15 ราย ขณะนี้สามารถพัฒนานวัตกรรมต้นแบบที่นำไปใช้จริงในโรงพยาบาลรวม 14 ผลงานแล้ว

"ซึ่งทำให้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ได้อย่างมาก โรงพยาบาลระยองก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างความสำเร็จของโครงการที่นำนวัตกรรมมาให้แก้ไขปัญหาของบุคลากรที่ปฎิบัติงานห้องฉุกเฉินได้อย่างเหมาะสมและตอบโจทย์ตรงกับความต้องการ สามารถระบุตัวตนได้อย่างแม่นยำและเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น" พญ.ปิยวรรณ กล่าว

นพ.ไชยสิทธิ์ เทพชาตรี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลระยอง กล่าวถึงแนวคิดสำคัญของ “ระบบระบุตัวตนผู้ป่วยแผนกฉุกเฉิน” ว่า ด้วยนวัตกรรมริสแบนด์นั้น เกิดขึ้นจากประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่ห้องฉุกเฉินที่ต้องการระบุตัวผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีที่สามารถพัฒนาการระบุตัวผู้ป่วยได้แม่นยำและสามารถใช้ข้อมูลในการระบุตัวตน บันทึกการทำหัตถการต่างๆ และนำข้อมูลสำคัญมาวิเคราะห์การทำงานร่วมกัน ทำให้ลดการบันทึกซ้ำที่ไม่จำเป็น

160390455256

ซึ่งอุปกรณ์ต้องมีความสะดวกต่อผู้ใช้งาน และมีความคุ้มทุนต่อโรงพยาบาล โดยระบบฯ สามารถระบุข้อมูลพื้นฐานสำคัญของผู้ป่วยอย่างน้อย 13 ฐานข้อมูล ซึ่งจากการเก็บข้อมูลวิจัยพบว่ามีความแม่นยำถึง 100% และสามารถลดระยะเวลาการสอบถามประวัติพื้นฐานผู้ป่วย ทำให้การรักษารวดเร็วแม่นยำมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่มีสติสัมปชัญญะ ไม่สามารถให้ข้อมูลได้ ทำให้มีความปลอดภัยมากขึ้นในการระบุตัวผู้ป่วย

ซึ่งในปัจจุบันมีการนำมาใช้กับผู้ป่วยในห้องฉุกเฉินทุกประเภทความรุนแรง โดยได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ใช้งาน ทำให้เกิดการพัฒนาในตัวอุปกรณ์และระบบ เพื่อสอดคล้องกับการทำงานมากขึ้น เป็นต้นแบบให้กับทุกโรงพยาบาลที่เข้ามาศึกษาดูงานและนำไปปรับใช้กับโรงพยาบาลของตนจนทำให้เกิดกระแส 2P safety ที่มากขึ้นในห้องฉุกเฉินของทุกโรงพยาบาล 

“โรงพยาบาลมีแผนจะนำระบบฯ ไปใช้กับทุกหน่วยงานและติดตัวผู้ป่วยจากห้องฉุกเฉินจนถึง หอผู้ป่วยในหรือกลับบ้าน นอกจากนี้ยังพัฒนาในส่วนของการการระบุอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่สำคัญว่าอยู่  ส่วนไหนของโรงพยาบาล  เพื่อเพิ่มประสิทธิในการค้นหาที่รวดเร็วมากขึ้น ส่วนทางด้านห้องฉุกเฉินจะพัฒนาในการช่วยบันทึกข้อมูลการทำหัตถการต่าง ๆ การบันทึกเหตุการณ์การรักษา ลดการจดกระดาษและนำข้อมูลมาวิเคราะห์แบบเรียลไทม์มากยิ่งขึ้น" นพ.ไชยสิทธิ์ กล่าว

160390457132

และที่สำคัญจะมีแผนพัฒนาปรับใช้ในการเก็บข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มโรงงานที่สามารถนำไปใช้กับพนักงานที่เข้าไปในพื้นที่เสี่ยงกับสุขภาพ นำไปสู่ข้อมูลการดูแลสุขภาพและโรคที่มีโอกาสเกิดกับวัยทำงาน โดยผ่านโครงการ HTE (Health promotion, Tertiary care and Emergence response project : HTE) ของโรงพยาบาลที่มีการผลักดันนโยบายและให้มีความสอดคล้องกับแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC ด้วย

นายเอกศักดิ์ โอศิริพัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อินเทลลิเจ็นซ์ ซิสเท็ม คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด กล่าวว่า จากการทำงานร่วมกับทีมแพทย์แผนกฉุกเฉิน โรงพยาบาลระยองพบว่า “ถ้าระบุตัวคนไข้ผิด การรักษาที่ให้ก็จะผิดตามไปด้วย” ดังนั้น “การระบุตัวตนคนไข้ให้ถูกต้อง” ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุดของการเริ่มต้นการรักษา จึงเป็นที่มาของการใช้ริสแบนด์ “ระบบระบุตัวตนผู้ป่วยแผนกฉุกเฉิน”(RFID Patient Tracking & Identification)


160390458964


ซึ่งประกอบด้วยข้อมูล 4 ส่วน คือ 1.
ระบุตัวตนผู้ป่วย ช่วยให้ทีมแพทย์สามารถแยกประเภทผู้ป่วยได้ตั้งแต่แรก โดยแบ่งสีของริสแบนด์ตามระดับความรุนแรงของผู้ป่วยเป็น สีแดง-ชมพู-เหลือง-เขียว และขาว ทำให้ลดขั้นตอนการตรวจสอบและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา 2.ติดตามการรักษา ระบบสามารถเก็บบันทึกประวัติการรักษาและประวัติความรุนแรงของผู้ป่วยเพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ดูรายงานสถานะคนไข้แบบเรียลไทม์ 3.นำข้อมูลการรักษามาวิเคราะห์ เพื่อสรุปผลการทำงานและปรับปรุงพัฒนาการรักษาให้ดีขึ้น 4.มีหน้าแสดงผลหน้าจอ เพื่อสะท้อนภาพรวมการทำงาน

“เมื่อผู้ป่วยได้รับการรักษาจนอาการดีขึ้นและสามารถกลับบ้านได้แล้ว ทางโรงพยาบาลก็จะนำริสแบนด์มาลบข้อมูลประวัติการรักษาของผู้ป่วยทันที และสามารถนำริสแบนด์กลับมาใช้ซ้ำได้ถึง 200,000 ครั้ง ในอนาคตหากมีการขยายผลการใช้ไปยังแผนกอื่นๆ ของโรงพยาบาลแล้ว ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและช่วยลดขั้นตอนการทำงานของทีมแพทย์"

ทั้งผู้ป่วยก็จะได้รับการรักษาได้อย่างทันท่วงที และเพื่อเป็นมาตรฐานการทำงานเดียวกันทั้งโรงพยาบาล และเตรียมขยายผลไปสู่โรงงานอุตสาหกรรมในเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) เพื่อใช้ในงานส่งเสริมสุขภาพของบุคลากรในโรงงานต่อไป

 

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง