ผจก.แบงก์กรุงเทพยัน 'ร.ต.ทักษิณ' กู้เงิน สัสดีเผยพิรุธขอกู้ ชี้รอภาพวงจรปิดล่าคนโกง

ผจก.แบงก์กรุงเทพยัน 'ร.ต.ทักษิณ' กู้เงิน สัสดีเผยพิรุธขอกู้ ชี้รอภาพวงจรปิดล่าคนโกง
28 พฤษภาคม 2563
10,018

ความคืบหน้า ผจก.แบงก์กรุงเทพยัน "ร.ต.ทักษิณ" กู้เงิน สัสดีเผยพิรุธขอกู้ ชี้รอภาพวงจรปิดล่าคนโกง

วันที่ 28 พ.ค. 2563 ที่บ้านหลังหนึ่ง หมู่ 5 ต.นาโยงเหนือ อ.นาโยง จ.ตรัง ร.ต.ทักษิณ สัมฤทธิ์ อายุ 60 ปี พร้อมด้วยภรรยา นายสมควร จิตรแก้ว นายก อบต.นาโยงเหนือ ญาติพี่น้อง และเพื่อนบ้าน ร้องเรียนผู้สื่อข่าวกรณี ร.ต.ทักษิณ สัมฤทธิ์ ข้าราชการบำนาญ อดีตเคยรับราชการทหารสังกัด กองทัพบก ตกเป็นหนี้เงินกู้ธนาคารชื่อดัง สาขาตรัง เกือบล้านบาท โดยที่ไม่เคยยื่นกู้ และไม่เคยเข้าไปติดต่อทำธุรกรรมใดๆ กับธนาคาร ดังกล่าวมาก่อนแต่อย่างใด

ร.ต.ทักษิณ สัมฤทธิ์ ผู้เสียหาย เล่าว่า ตนเองเคยรับราชการทหาร สังกัดกองทัพบก และเกษียณอายุราชการออกมา เมื่อเดือนตุลาคม 2560 โดยได้รับเงินบำเหน็จบำนาญตามปกติ ตนเองมีสิทธิ์ที่จะกู้เงินกับธนาคารได้ แต่ก็ไม่เคยยื่นกู้ เพราะไม่มีเหตุจำเป็นใดๆ ที่จะต้องใช้เงิน โดยแต่ละเดือนตนเองทราบว่ามีสิทธิ์ได้รับอัตราเงินบำนาญเดือนละ 41,321 บาท จากกรมบัญชีกลาง หักภาษีเดือนละ 399.38 บาท เงินที่เหลือกรมบัญชีกลางจะโอนเข้าบัญชีธนาคาร เดือนละ 40,921.62 บาท ซึ่งประมาณวันที่ 23 ของทุกเดือน กรมบัญชีกลางโอนเงินบัญชีมาให้ ตนเองก็จะกดเงินด้วยบัตรเอทีเอ็มเท่าที่ความจำเป็นจะต้องใช้แต่ละเดือน เช่น ให้ภรรยา ใช้ส่วนตัว และให้พ่อ-แม่ เท่านั้น เงินที่เหลือก็ไม่เคยสนใจเบิกเกินมา หรือไม่เคยตรวจเช็คยอดเงิน เพราะพอถึงปลายเดือนเงินเข้าอีก ก็จะกดกับบัตรเอทีเอ็มตามจำนวนที่ต้องใช้อีก จึงไม่ได้สนใจใดๆ เพราะเงินดังกล่าวอยู่กับกระทรวงการคลัง ไม่ใช่เงินค้างในบัญชีธนาคารที่จะต้องหมั่นคอยตรวจเช็คว่าเบิกแล้วเงินเหลือเท่าไหร่ เพราะเชื่อว่าใครก็ไม่สามารถจะโกงเงินไปจากบัญชีได้

แต่ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ตนเองปรึกษากับภรรยาว่าจะสร้างขนำภายในพื้นที่การเกษตรสัก 1 หลัง เพื่อเอาไว้พักผ่อนยามเข้าสวน จึงได้ไปติดต่อที่สำนักงานสัสดี จังหวัดตรัง เพื่อขอเอกสารหลักฐานเตรียมยื่นกู้เงินกับธนาคาร ปรากฏว่าเมื่อไปถึงได้รับคำตอบจากเจ้าหน้าที่สัสดีจังหวัดตรังว่า ตนเองยื่นกู้เงินไปแล้ว ไม่มีสิทธิ์จะกู้ได้อีก ก็ตกใจมาก เพราะไม่เคยใช้สิทธิ์ยื่นกู้เงินมาก่อน จึงขอดูเอกสารหลักฐาน ก็พบว่ากรมบัญชีกลางหักเงินบำนาญของตนเองไปทุกเดือนๆละ 3,950 บาท เพื่อจ่ายหนี้เงินกู้ ในเอกสารระบุกู้เงินตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2562 เป็นเงิน 600,000 บาท ระยะเวลาการกู้ 360 เดือน และถูกหักเงินมาแล้วเป็นเวลาประมาณ 1 ปี รวมยอดเงินแล้ว 47,400 บาท และพบว่าแต่ละเดือนกรมบัญชีกลางโอนเงินบำนาญที่เหลือจากการหักหนี้เงินกู้ เข้าบัญชีธนาคารของตนเพียงเดือนละ 36,971.62 บาท ซึ่งตนเองไม่เคยสังเกตจำนวนเงินที่เข้าในบัญชี เพราะแต่ละเดือนจะถอนเงินจากธนาคารมาใช้ด้วยบัตรเอทีเอ็ม และเบิกจำนวนเดิมๆ ที่ต้องใช้แต่ละเดือนเท่านั้น จึงไม่เคยทราบความผิดปกติใดๆ

159067527193

ทั้งนี้ ขณะที่ตนเองยืนยันกับสัสดีจังหวัดตรัง และเจ้าหน้าที่ทุกคน บนสำนักงานสัสดีจังหวัดตรัง กลับได้รับคำยืนยันว่าตนเองยื่นกู้จริง และขอให้ยอมรับ หรือหลงลืมหรือเปล่า หรือว่าเป็นอัลไซเมอร์ จำเหตุการณ์ไม่ได้ เพราะหลักฐานมีการกู้ยืมจริง ซึ่งตนเองก็ยืนยันว่า ไม่เคยกู้ยืมเงินจำนวนดังกล่าวแต่อย่างใด และต้องมีการปลอมแปลงเอกสาร จากนั้นตนเองเดินทางไปติดต่อที่ธนาคาร สาขาตรัง ก็ได้รับตอบจากธนาคารว่า ตนเองมายื่นกู้จริง ใช้หลักฐานจริงบัตรประชาชนก็ของจริง ตนเองก็ยืนยันว่า ตนเองไม่เคยมาที่ธนาคาร สาขาตรัง ไม่เคยทำธุรกรรมใดๆด้วย และขอดูเอกสารการกู้เงินจากธนาคาร และขอดูกล้องวงจรปิดในวันที่มากู้ ทางเจ้าหน้าที่ปฏิเสธที่จะให้ดูหลักฐานการกู้

โดยบอกว่าหลักฐานการกู้ตนเองได้รับไปแล้ว ตนเองก็ยืนยันว่า คนกู้ไม่ใช่ตนเอง ต้องมีคนมาปลอมยื่นกู้ ส่วนกล้องวงจรปิดธนาคารก็ไม่ให้ดู พร้อมเปิดให้ดูลายเซ็น และบัตรประชาชนที่ใช้เป็นหลักฐานในการกู้จากคอมพิวเตอร์ว่า เป็นของตนเองจริง ตนเองก็ยืนยันว่าตนเองไม่ได้มายื่นกู้ ลายเซ็น และบัตรประชาชนก็ต้องมีคนปลอมขึ้นมาแน่นอน

ทั้งนี้ ตนเองได้สอบถามอย่างละเอียด และให้เจ้าหน้าที่ธนาคารคนดังกล่าว เล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า คนที่มากู้ในวันนั้นที่บอกว่าเป็นตนเอง หน้าตาเป็นอย่างไร อายุเท่าไร มากี่คน ก็ได้รับคำตอบว่า มา 2 คน เป็นผู้หญิง 1 คน (เป็นเจ้าหน้าที่มาจากสำนักงานสัสดีจังหวัดตรัง ) และผู้ชายอายุประมาณ 30 ปีเศษอีก 1 คน (แอบอ้างว่าเป็นตนเอง) โดยเจ้าหน้าที่สัสดี ผู้หญิงคนนั้น บอกกับเจ้าหน้าที่ธนาคารว่า เป็นบุตรบุญธรรมตนเอง) แล้วธนาคารก็ให้กู้ไป ซึ่งตนก็บอกว่าเป็นไปได้อย่างไร ตนเองอายุ 60 ปี คนไปกู้อายุ 30 ปีเศษ ห่างไกลกันมาก ธนาคารให้กู้ได้อย่างไร พร้อมกันนั้นมีการเปิดสมุดบัญชีใหม่ และทำบัตรเอทีเอ็มใหม่ในนามชื่อตนเองไปด้วย และให้เบอร์ติดต่อคนที่สามารถติดต่อได้กับธนาคารไว้ 1 คน เมื่อโทรสอบถามพบว่า คนดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ อ.จุฬาภรณ์ จ.นครศรีธรรมราช และทางธนาคารก็ยังพูดจาไม่ดี บอกว่าตนเองมากู้จริง ก็ยอมรับเถอะ และยังพูดจาบังคับให้ตนเองใช้คืนเงินกู้ดังกล่าวให้หมดโดยเร็ว ตนเองก็ยืนยันว่า ไม่เคยมายื่นกู้ และคนที่มากู้ คือ คนที่ปลอมมากู้ ไม่ใช่ตนเอง จากนั้นตนเองจึงได้เดินทางเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองตรัง เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เพื่อดำเนินคดีโดยไม่ได้ระบุตัวบุคคล แต่ต่อมาวันที่ 27 พฤษภาคม ตนเองพอจะทราบบุคคลเบื้องต้น 1 คน จึงได้เข้าแจ้งความใหม่ พบเป็นลูกจ้าง ประจำสำนักงานสัสดีจังหวัด พร้อมพวก เพื่อให้ตำรวจสอบสวน ดำเนินคดีให้ได้ทั้งหมด

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ขั้นตอนทั่วไปในการขอยื่นกู้เงินดังกล่าวตามสิทธิ์นั้น จะต้องขอเอกสารหลักฐานจากใคร หรือเกี่ยวพันกับใครได้บ้าง จึงจะสามารถยื่นกู้กับธนาคาร และได้รับการอนุมัติให้กู้ได้ ร.ต.ทักษิณ สัมฤทธิ์ กล่าวว่า หลักฐานส่วนบุคคลของตนเอง ครอบครัว บิดามารดา เหมือนข้าราชการที่ยังทำงานปกติ จะอยู่ในสารบบสำนักงานสัสดีจังหวัดตรัง สามารถคัดลอกเอาออกมาได้ทั้งหมด ส่วนหนังสือรับรองจากคลังจังหวัด สามารถลิงค์ข้อมูลขอออกมาได้ แต่ในทางปฏิบัติจริงๆ จะต้องแสดงตัวตนของคนที่จะกู้ พร้อมเอกสารหลักฐาน แต่ที่เขาทำกันแบบไหนไม่ทราบ เหมือนจริงทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน แต่ว่าทุกอย่างปลอมหมด ทำปลอมได้หมด แม้แต่บัตรประชาชน สุดท้ายเมื่อได้รับการอนุมัติจากหัวหน้างานคือ สัสดีจังหวัดตรังแล้ว ก็ส่งตรงไปยังกรมบัญชีกลาง ซึ่งเชื่อว่ากรมบัญชีกลางคงตรวจสอบแล้วว่าหลักฐานพร้อม ถูกต้องตามระเบียบ คงไม่ทราบว่ามีการปลอมแปลงกันมาเป็นขั้นเป็นตอน ส่วนตัวจึงเชื่อว่าการกระทำดังกล่าวจะต้องทำเป็นขบวนการ จะต้องมีผู้ร่วมกระทำผิดหลายคน

ร.ต.ทักษิณ สัมฤทธิ์ กล่าวย้ำอีกว่า ตนเองก็ไม่เคยเข้าไปตรวจเช็คเงินที่เหลือในบัญชี ทั้งนี้ ความจริงหากมีการกู้เงินแบบนี้ ธนาคารจะต้องมีใบแจ้งหนี้เงินกู้ หรือสลิปใบเสร็จรับเงินรายเดือนแจ้งมาที่ที่อยู่ตน ตนก็จะได้ทราบตั้งแต่ตอนต้น แต่ตอนนี้มาเกิดขึ้นกับตนแล้ว ก็คิดว่าเป็นตัวอย่างที่น่ากลัวมาก เพราะมีการปลอมทั้งหมด แม้แต่บัตรประชาชน ซึ่งเจ้าหน้าที่ธนาคาร ไม่ให้ดูเอกสารการกู้ตัวจริง แต่เปิดลายมือชื่อการเซ็นกู้ และบัตรประชาชนจากคอมพิวเตอร์ให้ดู โดยเจ้าหน้าที่ธนาคารบอกว่า ลายเซ็น และบัตรประชาชนเหมือนตัวจริง ตนเองก็แย้งไปว่า ถ้าทำปลอมไม่เหมือนจริง มันก็ดำเนินการไม่ได้ ทำปลอมแล้วเหมือนของจริง เรื่องก็เดินไปถึงปลายทางได้ และเงินนี้อยู่ในคลัง กระทรวงการคลัง ตนเองเชื่อมั่นว่าคงไม่มีใครสามารถเอาออกมาได้ แต้ถ้าอยู่ในธนาคารก็หวั่นๆใจได้ เงินอาจหายได้ แต่นี่มาเกิดเหตุการณ์เอาเงินออกไปได้ จึงขอเตือนให้ข้าราชการบำนาญทุกคน หมั่นตรวจเช็คสถานะส่วนบุคคลของตนเองให้ดี เกรงจะเกิดเหตุการณ์เป็นหนี้โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวเหมือนกับตนเองได้

ความคืบหน้า ผจก.แบงก์ยันร.ต.ทักษิณกู้จริง

วันที่ 28 พฤษภาคม 2563 จากกรณีที่ ร.ต.ทักษิณ สัมฤทธิ์ ข้าราชการบำนาญ (อดีตเคยรับราชการทหารสังกัด กองทัพบก) ร้องเรียนกับผู้สื่อข่าว ว่าตกเป็นหนี้เงินกู้ธนาคารกรุงเทพ สาขาตรัง จำนวนมากถึง 600,000 บาท มาตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2562 โดยทางธนาคารส่งเรื่องให้กรมบัญชีกลางหักหนี้เงินกู้จากเงินบำนาญเดือนละ 3,950 บาท โดยยืนยันมีการปลอมแปลงเอกสารหลักฐาน เพื่อยื่นกู้ดังกล่าว โดยที่ตนเองไม่เคยเข้าไปทำธุรกรรมใดๆกับธนาคารกรุงเทพมาก่อน และเมื่อเข้าไปสอบถามข้อเท็จจริงจากทางธนาคาร ได้รับคำตอบว่าตนเองเข้ามายื่นเรื่องขอกู้เอง โดยมาพร้อมกับเจ้าหน้าที่หญิง สำนักงานสัสดีจังหวัดตรัง พร้อมนำหลักฐานเอกสารสำคัญตัวจริงทุกชนิดมาแสดง

159067500356

และเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา ร.ต.ทักษิณ ได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองตรัง เพื่อเอาผิดกับพนักงานการเงินและบัญชี สำนักงานสัสดีจังหวัดตรัง พร้อมพวก แล้ว เพื่อให้ทางตำรวจสอบสวนหาผู้กระทำผิดที่ปลอมแปลงเอกสารและดำเนินคดีอาญากับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว เชื่อว่ามีผู้ร่วมกระทำความผิดหลายคน

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่ธนาคารกรุงเทพ สาขาตรัง เพื่อขอสัมภาษณ์ผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ สาขาตรัง ถึงเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ทางผู้จัดการไม่สามารถให้สัมภาษณ์ได้ โดยระบุว่าการให้สัมภาษณ์ใดๆ ต้องเป็นระดับผู้บังคับบัญชาเท่านั้น แต่ในเบื้องต้น ได้ตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ธนาคารที่รับทำธุรกรรมในวันนั้นแล้ว ยืนยันว่าทางธนาคารดำเนินการทุกอย่างตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง โดยธนาคารมีขั้นตอนการตรวจสอบกรณีการยื่นกู้อย่างรอบคอบและรัดกุม ต้องใช้หลักฐานตัวจริงทั้งหมดในการยื่นกู้ จะใช้สำเนาไม่ได้ รวมทั้งบัตรประชาชนก็ต้องเอาตัวจริงมายืนยัน และคนกู้จะต้องมายื่นกู้ด้วยตนเอง

ทั้งนี้ ในวันที่ 2 เมษายน 2562 ร.ต.ทักษิณ ได้ยื่นเรื่องขอกู้ด้วยตนเอง และมีเจ้าหน้าที่สำนักงานสัสดีจังหวัดตรังมาด้วย เป็นเพศหญิง และพร้อมจะให้มีการตรวจสอบกล้องวงปิด กับสำนักงานใหญ่ และขณะนี้ทราบว่าทาง ร.ต.ทักษิณไปแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่สัสดีจังหวัดตรัง ไม่ใช่แจ้งความดำเนินคดีธนาคาร ทางธนาคารจึงพร้อมจะให้ความร่วมมือกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะร้องขอเอกสารใดๆ หรือจะสอบปากคำเจ้าหน้าที่คนใดก็ตาม ก็ขอให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย

สัสดีเผยพิรุธขอกู้

ทางด้าน พ.อ.ชยพล โชคจิรบวรเดช สัสดีจังหวัดตรัง กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ตนเองยังไม่ได้ย้ายมา หลังทราบเรื่องเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา ก็พยายามเรียกเจ้าหน้าที่ธนาคาร , ร.ต.ทักษิณ และพนักงานการเงินและบัญชี สำนักงานสัสดีจังหวัดตรัง มาสอบถามข้อเท็จจริง ทั้งนี้ ร.ต.ทักษิณ กับตัวแทนธนาคาร ได้พบกับตนพร้อมกันแล้ว ซึ่งก็ได้รับการยืนยันจาก ร.ต.ทักษิณว่าไม่ได้ไปยื่นเรื่องกู้เงินแต่อย่างใด แต่ธนาคารยืนยันว่า ร.ต.ทักษิณไปยื่นเรื่องด้วยตนเอง ตนเองก็ยังถามกลับ ร.ต.ทักษิณว่า เหตุใดจึงมารู้เรื่อง หลงลืมหรือไม่ หรือเป็นอัลไซเมอร์ ลืมเรื่องไปหรือเปล่า ก็ได้รับคำยืนยันจาก ร.ต.ทักษิณว่า ไม่เคยไปทำธุรกรรมใดๆกับธนาคารกรุงเทพ และไม่ทราบด้วยซ้ำว่า สำนักงานตั้งอยู่ที่ใด และไม่เคยยื่นเรื่องขอกู้เงิน และไม่เคยได้รับเอกสารเงินกู้ใดๆจากธนาคาร

159067501986

อย่างไรก็ตาม ตนเองได้เรียก เจ้าหน้าที่การเงินคนดังกล่าว มาสอบถามต่อหน้าเจ้าหน้าที่ธนาคาร โดย 2 ฝ่ายยืนยันในทางเดียวกันว่า ร.ต.ทักษิณไปยื่นเรื่องขอกู้ด้วยตนเอง โดยไปพร้อมกับเธอ รวม 2 คน ขั้นตอนการยื่นกู้นั้น เจ้าของเงินจะต้องมาเขียนคำร้องขอรับหนังสือรับรองสิทธิในบำเหน็จตกทอด เพื่อใช้เป็นหลักทรัพย์ประกันการกู้ จากสำนักงานสัสดีจังหวัด เมื่อเจ้าหน้าที่รับเรื่องก็จะลงบันทึกคำร้องทางคอมพิวเตอร์ จากนั้นจะประสานไปยังสำนักงานคลังจังหวัด เพื่อให้ออกหนังสือ โดยที่คนกู้จะต้องลงไปติดต่อขอรับหนังสือด้วยตนเองจากห้องคลังจังหวัด

159067503450

แต่ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเบื้องต้น สังเกตเห็นความผิดปกติหลายประการ เช่น 1.หนังสือคำร้องที่คนขอจะต้องมาเขียนคำร้องด้วยลายมือตนเอง ในที่นี้ของ ร.ต.ทักษิณ ไม่มีคำร้องดังกล่าวในแฟ้มเก็บเอกสาร 2. คนที่ลงไปรับหนังสือจากห้องคลังจังหวัด เจ้าหน้าที่ห้องคลังจังหวัดยืนยันว่า ไม่ใช่ ร.ต.ทักษิณ แต่เป็นเจ้าหน้าที่การเงินคนดังกล่าว 3.หลักฐานลายมือชื่อ ยื่นกู้กับธนาคารเป็นลักษณะการเขียน ไม่มีลายเซ็นกำกับ แต่กรณี ร.ต.ทักษิณมาทำเอกสารเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลและค่าเล่าเรียนบุตร ร.ต.ทักษิณจะลงลายมือชื่อทั้งตัวเขียน และลายเซ็นกำกับทุกครั้ง 4.การส่งเอกสารสำคัญของธนาคาร ไม่ได้ส่งไปตามที่อยู่ของ ร.ต.ทักษิณ ที่ อ.นาโยง แต่ส่งไปที่บ้านของเจ้าหน้าที่การเงินคนดังกล่าวที่ อ.จุฬาภรณ์ จ.นครศรีฯ

159067504961

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในการยื่นกู้ปกติทั่วไปนั้น พนักงานการเงินและบัญชี หรือเจ้าหน้าที่ประจำ สำนักงานสัสดีจังหวัด จะต้องไปธนาคารกับผู้กู้ด้วยหรือไม่ พ.อ.ชยพล โชคจิรบวรเดช สัสดีจังหวัดตรัง กล่าวว่า ไม่เกี่ยว เป็นเรื่องของผู้กู้จะต้องไปติดต่อยื่นกู้ด้วยตนเอง จะไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่การเงินแต่อย่างใด แต่ในกรณีนี้ตนเองก็ต้องหาความจริงทั้งหมดต่อไป เพราะร.ต.ทักษิณ ยืนยันว่าไม่เคยไปธนาคารกรุงเทพ ไม่เคยยื่นกู้เงินจำนวนดังกล่าว และได้ขอให้ธนาคารเร่งนำหลักฐานกล้องวงจรปิดและหลักฐานการเบิกจ่ายเงินทั้งหมดมายืนยัน โดยจะเร่งหาความจริง และช่วยทางตำรวจทำความจริงให้ปรากฏโดยเร็วที่สุด และยืนยันจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

159067506588

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง