เค.อี.กว้าน 'สตราทิจิคพาร์ทเนอร์' ลุยแผน 'รีเทล-เทคแพลตฟอร์ม'

เค.อี.กว้าน 'สตราทิจิคพาร์ทเนอร์' ลุยแผน 'รีเทล-เทคแพลตฟอร์ม'
22 พฤษภาคม 2563 | โดย สรัญญา จันทร์สว่าง
329

บิ๊กสเต็ป! หลังปลดล็อกระยะ 2 ให้ธุรกิจห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ เปิดบริการได้ โดยยึดหลักสุขอนามัย สะอาด ปลอดภัย เว้นระยะห่างทางสังคม เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในการกลับมาใช้บริการ ขณะเดียวกันการขับเคลื่อนธุรกิจต้องปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่

ศุภานวิต เอี่ยมสกุลรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เค.อี. กล่าวว่า เตรียมแผนกลยุทธ์เชื่อม คอมมูนิตี้ มอลล์ ให้เข้ากับ นิว นอร์ม ไลฟ์สไตล์ (New Norm Lifestyle)

ผู้บริโภคมีความใส่ใจในการดูแลตัวเองและผู้อื่นมากขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการต้องดำเนินมาตรการเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดอย่างเคร่งครัด

เมื่อโลกเปลี่ยน เราต้อง ปรับเพื่อรับวิถีใหม่!  

กลุ่มบริษัท เค.อี. เตรียมแผนงานในอนาคตมุ่งเน้น 2 เรื่องหลัก คือ ทิศทางการสร้างรายได้จากการเติบโตของธุรกิจด้านรีเทล และ การนำ “Tech platform” เข้ามาใช้ในส่วนสำคัญ เช่น การบริหารจัดการข้อมูล การบริหารจัดการรายได้ การบริหารจัดการต้นทุน ค่าใช้จ่าย และการดำเนินงานต่าง ซึ่งเป็นหัวใจในการเพิ่มประสิทธิภาพและการวิเคราะห์ธุรกิจที่มีความสำคัญในอันดับต้น

ทั้งยังมีแผนผนึกพันธมิตรรายใหญ่ในการสร้าง “Retail Platform” ให้เกิดผลลัพธ์ที่ครอบคลุมทุกมิติให้ได้ภายในไตรมาสที่สามของปีนี้

มาตรการปลดล็อกแบบค่อยเป็นค่อยไปของภาครัฐ อาจส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจและจุดคุ้มทุนในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบอย่างมาก!

ยกตัวอย่าง   การจำกัดจำนวนลูกค้าในการเข้าใช้บริการร้านอาหาร แม้ว่าลูกค้าจะเดินทางมาด้วยกันก็ตาม รวมถึงการลดประเภทบริการในหลายธุรกิจ ทำให้ยังไม่สามารถเปิดดำเนินธุรกิจได้ อาทิ ฟิตเนส คลินิกเสริมความงาม สปา เป็นต้น จึงอยากให้ภาครัฐเร่งพิจารณาการเปิดดำเนินธุรกิจได้เป็นปกติ โดยให้ผู้ประกอบการและลูกค้าให้ความสำคัญในการดูแลความปลอดภัย ความสะอาด อย่างเข้มงวดตามมาตรฐานสากล

ศุภานวิต กล่าวต่อว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัท เค.อี. ในระยะ 5 ปีข้างหน้า เปิดกว้างการเติบโตทุกรูปแบบ โดยมองว่า คอมมูนิตี้มอลล์ ยังคงเติบโตได้ดี แม้ปีนี้ จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19  แต่คอมมูนิตี้มอลล์ยังสามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ดี!  โดยมองถึงการเชื่อมต่อกับ นิวนอร์ม” ได้อย่างชัดเจน

พร้อมวางแผนสร้างการเติบโตแบบ Organic Net Operating Income Growth ในระดับ 4-5% ต่อปี และการเติบโตแบบ Inorganic Total Asset Value Growth ด้วยอัตรา 15-20% ต่อปี 

สำหรับแนวคิดการขยายธุรกิจที่เน้นแบบ Inorganic growth  เค.อี.จะมีการลงทุนในโครงการที่เปิดดำเนินการอยู่แล้วทั้งในและต่างประเทศ โดยสามารถเข้าลงทุนได้ภายใน 3-6 เดือนนับจากการเข้าศึกษาข้อมูล 

ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนกับเจ้าของที่ดิน หรือ พันธมิตรธุรกิจ ในการพัฒนาที่ดิน ก่อสร้าง และบริหารงาน รวมถึงการเข้าไปบริหารงานในลักษณะเป็น “Retail and property management” เพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้ากองรีท และการลงทุนร่วมกับผู้ประกอบการร้านค้าที่มีความต้องการให้ เค.อี.เป็น Strategic Partner หรือ Financial Partner โดยให้ความสนใจในโมเดลธุรกิจหลากหลายประเภท อาทิ ร้านอาหาร ร้านค้าที่มีการทำธุรกิจออฟไลน์ และออนไลน์ต่างๆ 

พร้อมกันนี้  ได้เตรียมแพลตฟอร์มในการสร้างและสานต่อธุรกิจประเภท ตลาดอีเวนท์  เพื่อเพิ่มศักยภาพในการ “ต่อยอด- ขยายธุรกิจ ในอนาคตด้วยเช่นกัน

กลุ่มบริษัท เค.อี. ผู้บริหารกองรีท “BKER” ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปัจจุบันบริหารศูนย์การค้า 11 โครงการ ได้แก่ คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (ซีดีซี), เดอะคริสตัล เอกมัย-รามอินทรา, เดอะคริสตัล เอสบี ราชพฤกษ์, อมอรินี รามอินทรา, แอมพาร์ค (จุฬา), เพลินนารี มอลล์ วัชรพล, สัมมากร รามคำแหง รังสิต ราชพฤกษ์, เดอะซีน และ เดอะคริสตัล พีทีที ชัยพฤกษ์ พื้นที่รวมกว่า 5 แสนตร.ม. คิดเป็นพื้นที่ขาย 1.4 แสนตร.ม. มีมูลค่าสินทรัพย์รวม 11,300 ล้านบาท 

 

 

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง