'สรยุทธ' โล่ง! ศาลฎีกายืน ให้จำหน่ายคดีไร่ส้ม ชี้ฟ้องซ้ำ

'สรยุทธ' โล่ง! ศาลฎีกายืน ให้จำหน่ายคดีไร่ส้ม ชี้ฟ้องซ้ำ
5 กันยายน 2562
11,204

ศาลฎีกา พิพากษายืน ให้จำหน่ายคดีอัยการฟ้องออกจากสารบบความ ชี้ฟ้องซ้ำคดีสนับสนุน จนท. อสมท. ปกปิดรายงานส่วนเกินค่าโฆษณากว่า 138 ล้าน อดีตพิธีข่าว เหลือลุ้นฎีกาคดีร่วมเบี้ยวค่าโฆษณา

ที่ห้องพิจารณา 807 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เวลา 10.00 น. ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาคดีหมายเลขดำ อ.1748/2559 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 3 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัท ไร่ส้ม จำกัด , นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา อายุ 53 ปี กรรมการผู้จัดการฯ และอดีตพิธีกรรายการเล่าข่าวชื่อดัง , น.ส.มณฑา ธีระเดชอายุ 46 ปี เจ้าหน้าที่บริษัทไร่ส้มฯ และนางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด หรือชนาภา บุญโต อายุ 50 ปี อดีตพนักงานจัดทำคิวโฆษณาของบริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ และใช้หรืออ้างเอกสารสิทธิปลอมเพื่อปกปิดกระทำความผิดของตนอันเป็นการทำให้เกิดความเสียหายและร่วมกันฉ้อโกง

คดีนี้ อัยการโจทก์ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 2 มิ.ย.59 สรุปว่า ประมาณกลางเดือน ก.ค.49 จำเลยทั้งสี่ ร่วมกันนำเอกสารใบคิวโฆษณา รายการคุยคุ้ยข่าวระหว่างเดือน ม.ค.พ.ค.49 จำนวน 139 แผ่น ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิที่จำเลยร่วมกันทำปลอมไปใช้ยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) เพื่อเป็นหลักฐานในการโฆษณาและคิดค่าโฆษณาส่วนเกินในรายการคุยคุ้ยข่าว ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่ บมจ.อสมท หลงเชื่อว่าเอกสารใบคิวโฆษณานั้นเป็นเอกสารจริง แล้ว บจก.ไร่ส้ม จำเลยที่ 1 ไม่ต้องเสียค่าโฆษณาหรือเสียค่าโฆษณาส่วนเกินน้อยกว่าความเป็นจริง การกระทำดังกล่าวทำให้ บมจ.อสมท ได้รับความเสียหาย

ซึ่งระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ในชั้นตรวจหลักฐาน จำเลยยื่นคำร้องว่าประเด็นคำฟ้องนี้เป็นการฟ้องซ้ำจำเลยทั้งสี่ ในคดีที่แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ หมายเลขดำ อ.313/2558 ที่ศาลอาญามีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดง อ.595-596/2559 แล้ว โดยอัยการโจทก์ได้โต้แย้งคำร้องของจำเลย ขณะที่เมื่อวันที่ 28 พ.ย.59 ศาลชั้นต้น วินิจฉัยแล้วเห็นว่า คำฟ้องอัยการโจทก์คดีนี้ที่ระบุว่าจำเลยได้ปลอมแปลงเอกสารและใช้เอกสารปลอมตัดทอนเพื่อไม่ให้ บ.ไร่ส้มฯ จำเลยที่ 1 เสียค่าโฆษณาส่วนเกินหรือเสียน้อยกว่าความเป็นจริงให้แก่ผู้เสียหาย ซึ่งพฤติกรรมของนางพิชชาภา จำเลยที่ 4 ที่ใช้เอกสารปลอมถือเป็นเจตนาเดียวกันเพื่อปกปิดข้อเท็จจริง ดังนั้นการกระทำของจำเลยที่ 1-4 ในคดีนี้ จึงเป็นความผิดตามที่ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อ.313/2558 ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทแล้ว และเมื่อศาลอาญาได้มีคำพิพากษาเด็ดขาดแล้ว สิทธิในการนำคดีมาฟ้องของอัยการโจทก์ จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39 (4) อัยการโจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีซ้ำอีก ดังนั้นศาลให้งดตรวจหลักฐานและให้จำหน่ายคดีปลอมเอกสารฯ ออกจากสารบบความ

ต่อมาอัยการโจทก์ ยื่นอุทธรณ์คัดค้านพิพากษาศาลชั้นต้น ต่อมาศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 8 ส.ค.60 ยืนตามศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความเพราะเป็นการฟ้องซ้ำ อัยการโจทก์ จึงใช้สิทธิตามกฎหมายยื่นฎีกาอีก ขอให้ศาลรับพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ซึ่งไม่ใช้การฟ้องซ้ำกับคดีที่ได้มีคำพิพากษาไปแล้ว แต่เป็นการกระทำผิดแยกอีกกรรมหนึ่งที่จำเลยได้ใช้น้ำยาลบคำผิดลบข้อความการรายงานโฆษณาส่วนเกินในเอกสารเพื่อทำให้จำเลยที่ 1-4 ได้รับประโยชน์จากการใช้เอกสารนั้น ยื่น กับ บมจ.อสมท. ผู้เสียหาย

วันนี้ อัยการโจทก์ และนายสรยุทธ , น.ส.มณฑา , นางพิชชาภา จำเลย กับทนายความมาศาล พร้อมฟังคำพิพากษา
ขณะที่ ศาลฎีกา ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้ว ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้น เนื่องจากเห็นว่า คดีที่อัยการโจทก์ ฟ้องศาลฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมนั้น มีเจตนามุ่งหมายแสดงให้เห็นว่าจำเลยกระทำความผิดเกี่ยวกับเอกสารเพื่อปกปิดความผิดของจำเลยที่ 1-4 ที่ได้ร่วมกันไม่แจ้งข้อมูลที่เป็นการโฆษณาที่เกินเวลาซึ่งจำเลยที่ 4 ได้รับเงินค่าตอบแทนจากจำเลยที่ 1-3 อันเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกันกับคดีที่แผนกคดีอาญาทุจริตฯ ในศาลอาญา ได้มีคำพิพากษาลงโทษจำเลยทั้ง 4 ราย ในความผิดสนับสนุนเจ้าหน้าที่กระทำผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดของเจ้าพนักงานในองค์กรรัฐฯ ซึ่งเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบทแล้ว ดังนั้นที่อัยการฟ้องจำเลยคดีนี้อีกจึงเป็นการฟ้องซ้ำ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้นชอบแล้ว

ทั้งนี้ภายหลังฟังคำพิพากษาฎีกาแล้ว นายสรยุทธ์ ซึ่งมีหน้าเคร่งขรึมได้ขึ้นรถยนต์ส่วนตัว เดินทางกลับทันที โดยไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาเช่นนี้แล้วคดีปลอมเอกสารสิทธินี้ถือเป็นที่สุดแล้ว

ส่วนคดีที่จำเลยทั้ง 4 รายถูกยื่นฟ้องความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดของเจ้าพนักงานในองค์กรรัฐฯ นั้นคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ซึ่งคดีดังกล่าวศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาให้จำคุก นางพิชชาภา อดีตพนักงาน บมจ.อสมท. เป็นเวลา 20 ปี ส่วน นายสรยุทธ์ และ น.ส.มณฑา พนักงาน บมจ.ไร่ส้ม ให้จำคุกคนละ 13 ปี 4 เดือนโดยไม่รอลงอาญา กับให้ปรับ บจก.ไร่ส้ม จำนวน 800,000 บาท ซึ่งจำเลยทั้งหมดได้ประกันตัวระหว่างฎีกาคนละ 5 ล้านบาท


2_12


แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง