สุภัค ลายเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แสดงวิสัยทัศน์ว่า การจัดตั้ง "ยิบอินซอย เน็กซ์" มีเป้าหมายสำคัญในการทำให้การดำเนินธุรกิจมีความคล่องตัวและสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้เร็วมากขึ้น
วันนี้โลกเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว การรอให้ทุกอย่างสมบูรณ์ 100% ก่อนเริ่ม อาจไม่ทันต่อการแข่งขัน คลื่น AI และแรงกดดันด้านต้นทุน กำลังบังคับให้ผู้ให้บริการไอทีต้องทบทวนบทบาทครั้งใหญ่ จากเดิมที่เน้นทำหน้าที่ติดตั้งระบบและส่งมอบโครงการ สู่การเป็น “พาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ” ที่ต้องเข้าใจทั้งเทคโนโลยี อุตสาหกรรม และโจทย์ธุรกิจของลูกค้า
นี่คือทิศทางใหม่ของ “ยิบอินซอย เน็กซ์” บริษัทเทคโนโลยีภายใต้กลุ่ม “ยิบอินซอย” ที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมปรับบทบาทจากผู้ให้บริการติดตั้งระบบไอที (System Integrator) แบบดั้งเดิม สู่การเป็น “Technology Advisor” ที่เข้าไปช่วยลูกค้าออกแบบการเปลี่ยนผ่านองค์กรในยุคดิจิทัลและ AI
สุภัค ลายเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยิบอินซอย เน็กซ์ จำกัด แสดงวิสัยทัศน์ว่า การจัดตั้ง “ยิบอินซอย เน็กซ์” มีเป้าหมายสำคัญในการทำให้การดำเนินธุรกิจมีความคล่องตัวและสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้เร็วมากขึ้น
วิสัยทัศน์ของบริษัทคือการเป็นองค์กรเทคโนโลยีที่มีทั้งความเชี่ยวชาญ ความคล่องตัว และความเข้าใจธุรกิจลูกค้า เพราะวันนี้ลูกค้าไม่ได้มองหาแค่คนติดตั้งระบบ แต่ต้องการพาร์ตเนอร์ที่เข้าใจทั้งบริบทธุรกิจและทิศทางขององค์กร
“เราไม่ได้มองเทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือ แต่เป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างคุณค่าใหม่ให้กับทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน”
ก้าวใหม่ธุรกิจ "ผู้ให้บริการไอที"
สุภัค มองว่า ธุรกิจผู้ให้บริการไอทีกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ หากยังทำแบบเดิมคงไม่อาจเติบโตอย่างยั่งยืน ต้องมีการปรับเปลี่ยนไปสู่การให้บริการเชิงที่ปรึกษา และทำให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจชัดเจนมากขึ้น
“โจทย์ของลูกค้าเปลี่ยนจากความต้องการเชิงเทคโนโลยีไปสู่ความต้องการที่เข้ากับบริบทของธุรกิจ ไม่ได้มองแค่เรื่องระบบไอที แต่ต้องการเห็นผลกระทบที่ชัดเจน ทั้งด้านต้นทุน ความเสี่ยง และประสิทธิภาพการดำเนินงาน”
เขา เผยว่า การปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ได้รวมทรัพยากรด้านพัฒนา ระบบสนับสนุน และการขายเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถใช้ศักยภาพร่วมกันได้มากขึ้น ขณะเดียวกันยังคงมีทีมที่เชี่ยวชาญเฉพาะอุตสาหกรรมที่เข้าใจบริบทของลูกค้าในแต่ละเซ็กเตอร์
ยิบอินซอย เน็กซ์ เกิดจากการรวมศักยภาพของธุรกิจเทคโนโลยีในกลุ่ม ทั้ง Cloud Infrastructure, AI Solutions, Cybersecurity, Data & Analytics, Managed Services และ Enterprise Solutions เพื่อรองรับความต้องการขององค์กรที่กำลังเร่งทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัลและ AI
ปัจจุบัน มีบุคลากรด้านเทคโนโลยีกว่า 1,500 คน และมีประสบการณ์จากโครงการขนาดใหญ่ในหลายอุตสาหกรรม ทั้งภาครัฐ สถาบันการเงิน โทรคมนาคม พลังงาน การแพทย์ การศึกษา และภาคอุตสาหกรรม
โจทย์ใหญ่คือ "คน" และ "วิธีคิดองค์กร"
ในฐานะซีอีโอเขามองว่า ความท้าทายสำคัญของการเปลี่ยนผ่านองค์กรไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่คือการพัฒนาคนให้ก้าวจากบทบาทเชิงเทคนิค ไปสู่การเข้าใจธุรกิจและสามารถทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้ลูกค้าได้
เขา ยอมรับว่า การลงทุนสำคัญที่สุดของบริษัทในช่วงนี้ไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือ “บุคลากร” โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจ SI ไปสู่การเป็น Technology Advisor
บริษัทจึงต้องเร่งทั้งการดึงคนรุ่นใหม่ การอัปสกิลบุคลากรเดิม รวมถึงการปรับโครงสร้างค่าตอบแทนให้สอดคล้องกับการแข่งขันในตลาดแรงงานสายเทคโนโลยีและที่ปรึกษา
พร้อมกันนี้ ยังต้องเผชิญความท้าทายในการผสานคนจากหลายหน่วยธุรกิจ หลายฟังก์ชัน และหลายวัฒนธรรมการทำงาน ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้โครงสร้างใหม่
ปรับเกมธุรกิจ ดันการเติบโต "รายได้-กำไร"
สุภัค เผยว่า ในช่วง 3-5 ปีจากนี้ บริษัทตั้งเป้าเห็นการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในแง่ฐานลูกค้า รายได้ และผลกำไร โดยมองว่าการปรับองค์กรครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างการเติบโตระยะใหม่
หากยังคงพึ่งพาโมเดลธุรกิจ SI แบบเดิมที่เน้นงานโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลัก อัตรากำไรจะมีแนวโน้มลดลงตามการแข่งขันของตลาด ดังนั้น บริษัทจึงต้องเร่งขยับไปสู่บริการที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะบทบาทด้านที่ปรึกษาและบริการเชิงกลยุทธ์
“เป้าหมายของเราคือการต่อยอดการเติบโตทางธุรกิจและผลประกอบการ โดยคาดว่าจะเห็นพัฒนาการที่ชัดเจนขึ้นในช่วงปลายปีนี้”
สำหรับทิศทางระยะต่อไป “ยิบอินซอย เน็กซ์” ต้องการขยายฐานธุรกิจให้กว้างขึ้น ทั้งในมิติของลูกค้า บริการ และศักยภาพการเติบโตในอนาคต ซึ่งจะมาพร้อมกับการบริหารต้นทุนและการหาแหล่งเงินทุนที่เหมาะสม
เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต บริษัทจึงเริ่มมองโครงสร้างเงินทุนในระยะยาวมากขึ้น โดยอยู่ระหว่างศึกษาทางเลือกด้านเงินทุนหลายรูปแบบ รวมถึงความเป็นไปได้ในการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ในอนาคต ตลอดจนแนวทาง hybrid investor เพื่อรองรับแผนการขยายธุรกิจระยะยาว
โฟกัส "ผลตอบแทน" ที่วัดผลได้จริง
หนึ่งในแนวคิดสำคัญของบริษัท คือการขยับจากการ “ขายโปรเจกต์” ไปสู่การสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้ ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน องค์กรจำนวนมากเข้มงวดกับการลงทุนด้านไอทีมากขึ้น ทุกโครงการต้องตอบคำถามเรื่อง ROI ได้ชัดเจน
“เวลาลูกค้าจะลงทุนหลักร้อยล้าน เขาอยากรู้ว่าธุรกิจจะได้อะไรกลับมา ลดต้นทุนได้จริงไหม เพิ่มรายได้หรือช่วยลดความเสี่ยงอย่างไร”
แนวโน้มดังกล่าวทำให้บริษัทต้องเข้าไปมีบทบาทในระดับการวางแผนกลยุทธ์มากขึ้น ไม่ใช่เพียงเสนอผลิตภัณฑ์หรือระบบ แต่ต้องช่วยลูกค้าออกแบบแนวทางลงทุนเทคโนโลยีให้ตอบโจทย์ธุรกิจระยะยาว
ที่สำคัญ “ความน่าเชื่อถือ” ยังคงเป็นหัวใจหลักของการขับเคลื่อนธุรกิจ พร้อมรับผิดชอบโครงการระยะยาว แม้ในบางช่วงต้องเผชิญความท้าทายด้านต้นทุน
AI ไม่ใช่แค่ ‘กระแส’ แต่ต้องสร้างผลลัพธ์
สำหรับทิศทางการลงทุนเทคโนโลยีปีนี้ AI จะเป็นหนึ่งในคลื่นสำคัญที่เข้ามาเปลี่ยนภูมิทัศน์ธุรกิจ ขณะเดียวกัน Cybersecurity, Digital Sovereignty, AI Governance และ ESG จะเป็นประเด็นสำคัญที่องค์กรต้องให้ความสำคัญมากขึ้น
ยิบอินซอย เน็กซ์มองเห็นโอกาสจากการลงทุนยกระดับระบบหลังบ้านขององค์กรธุรกิจ การนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
ตลอดจนโอกาสจากธุรกิจเวอร์ชวลแบงก์และความต้องการลงทุนด้านไอทีของทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่อยู่ระหว่างเร่งปรับระบบองค์กรสู่ดิจิทัลมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ AI จะกลายเป็นหัวข้อหลักของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี แต่สุภัคมองว่า การนำ AI มาใช้งานจริงยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และความท้าทายสำคัญไม่ใช่ตัวเทคโนโลยี แต่คือการหายูสเคสที่สร้างผลลัพธ์จริง
การทำ “AI Transformation” ให้สำเร็จ ต้องเริ่มจาก “โครงสร้างพื้นฐานข้อมูล” ที่แข็งแรง เพราะ AI จะทำงานได้ดีเมื่อองค์กรมีข้อมูลที่มีคุณภาพและเชื่อถือได้ ถ้าข้อมูลไม่พร้อม ก็ยากที่จะทรานส์ฟอร์มได้จริง
เขา มองว่า องค์กรต้องกล้าทดลองมากขึ้น เพราะต้นทุนของการทดลองเทคโนโลยีในยุคคลาวด์และบริการซอฟต์แวร์ต่ำลงกว่ายุคก่อนมาก
“วันนี้โลกเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว การรอให้ทุกอย่างสมบูรณ์ 100% ก่อนเริ่ม อาจไม่ทันต่อการแข่งขัน” แม้หลายองค์กรจะเร่งวางตำแหน่งตัวเองเป็น “AI Company” แต่สิ่งสำคัญยังคงเป็นการเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะกับโจทย์ของตนเองมากที่สุด
ปั้นองค์กรสู่ "Partner of Choice"
อีกหนึ่งแนวคิดที่บริษัทให้ความสำคัญ คือการเป็นเอสไอที่มีความเป็นกลางและมีพันธมิตรด้านเทคโนโลยีระดับโลกที่หลากหลาย ทำให้พนักงานและลูกค้าสามารถเลือกใช้โซลูชันที่เหมาะสมที่สุดโดยไม่ยึดติดกับรายใดรายหนึ่ง
“องค์กรต้องคิดเรื่องการกระจายความเสี่ยงมากขึ้น การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานต้องมองเรื่องความเสี่ยงในหลายมิติ ทั้งด้านเทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ การควบคุมข้อมูล ความต่อเนื่องทางธุรกิจ และอำนาจการต่อรองราคาในระยะยาว”
ในระยะยาว สุภัค มองว่า เป้าหมายของยิบอินซอย เน็กซ์ไม่ใช่เพียงการเติบโตทางธุรกิจ แต่คือการสร้างองค์กรที่สามารถรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ได้ พร้อมก้าวขึ้นเป็น “Partner of Choice” หรือพาร์ตเนอร์ด้านเทคโนโลยีที่ลูกค้านึกถึงเป็นอันดับต้นๆ
เขา มองว่า จุดแข็งสำคัญของบริษัทคือ การเป็นเทคคอมพานีที่มีขอบข่ายบริการค่อนข้างกว้าง ครอบคลุมทั้งอินฟราสตรักเจอร์, ไซเบอร์ซีเคียวรตี้, คลาวด์, ดาต้า, AI รวมถึงมีเครือข่ายพาร์ตเนอร์ บุคลากร โครงสร้างการให้บริการด้านเทคโนโลยีแข็งแรง เข้าใจบริบทของลูกค้า สามารถตอบโจทย์ได้แบบครบวงจร
สุดท้ายแล้ว ความสำเร็จขององค์กรในระยะยาวจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่สามารถสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรงจากภายใน
สำหรับ “ยิบอินซอย เน็กซ์” เป้าหมายระยะยาวจึงไม่ใช่เพียงการเติบโตของธุรกิจ แต่คือการสร้างองค์กรเทคโนโลยีที่ลูกค้าไว้วางใจ และสามารถเติบโตไปพร้อมกับลูกค้า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัลในระยะยาว





