เปิดกลยุทธ์ธุรกิจการเงิน ฝ่าวิกฤติ-หนุนการเติบโต

เปิดกลยุทธ์ธุรกิจการเงิน  ฝ่าวิกฤติ-หนุนการเติบโต

การบริหารธุรกิจ ท่ามกลางวิกฤติไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 ถือเป็นโจทย์ที่ยากมากสำหรับภาคธุรกิจ  โดยเฉพาะภาคการเงิน การธนาคาร  ขณะเดียวกันอีกด้าน ก็ยังต้องเผชิญความท้าทายมากขึ้น

ในการรับบทบาทสำคัญ ในการเข้าไป “ช่วยเหลือ” ลูกค้า และธุรกิจ ให้สามารถอยู่รอดท่ามกลางวิกฤติ พร้อม รวมถึงหากโอกาสการเติบโตในอนาคต

“แพททริก ปูเลีย” ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานตลาดเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจ ท่ามกลางโควิด-19 ถือว่าไม่ใช่เรื่องง่าย และเป็นโจทย์ที่มีความท้าทายมากขึ้น สำหรับภาคการเงิน ตลาดเงิน และตลาดทุน

การปรับตัวให้ “อยู่รอด” ท่ามกลางวิกฤติโควิด-19 ถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากและสิ่งที่ธนาคารไทยพาณิชย์ยึดถือ คือการเซฟลูกค้า เซฟพนักงานให้มากที่สุด เพื่อให้มั่นใจว่า ธนาคารสามารถดูแลพนักงาน ดูแลลูกค้าให้ปลอดภัย และยังสามารถทำธุรกรรม ทำธุรกิจได้ ท่ามกลางข้อจำกัดที่เพิ่มขึ้น

ในด้านการดูแล “พนักงาน”ไทยพาณิชย์ให้ความสำคัญอันดับหนึ่ง โดยมีนโยบายให้พนักงาน Work from home หรือทำงานอยู่บ้านในภาวะฉุกเฉิน ดังนั้นในส่วนการให้บริการห้องค้าเงินก็ต้องให้แน่ใจว่า พนักงานจะมีอุปกรณ์ที่ครบ พนักงานต้องมีความพร้อม และยังสามารถทำธุรกรรมและให้บริการลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพเหมือนเดิม แม้จะเป็นการให้บริการผ่านออนไลน์ก็ตาม  ซึ่งที่ผ่านมาไทยพาณิชย์มีการทรานส์ฟอร์มไปสู่ดิจิทัลมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือว่าทำได้ดีที่ผ่านมา แต่ก็จะต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 

ดังนั้น ความ “เข้าใจ”เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะเราคงไม่สามารถมองแค่ในมุมธุรกิจได้อย่างเดียว แต่เรื่อง “คน” หรือพนักงาน เป็นเรื่องที่ไทยพาณิชย์ให้ความสำคัญมาก ต้องดูแลพนักงานทุกส่วน ทั้งร่างกายและจิตใจ ให้พนักงานรู้สึกว่า “ไม่ถูกทิ้ง” ซึ่งถือเป็นโฟกัสในการบริหารคนของธนาคาร เพราะเชื่อว่า เมื่อพนักงาน มีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดี จะทำให้มีประสิทธิภาพการทำงานจะดีขึ้น นั่นคือ Benefit หรือประโยชน์ที่ธนาคารจะได้มากกว่า “เสีย”

“ธนาคารต้องบาลานซ์ให้ดี ภายใต้วิกฤติ ระหว่างความปลอดภัย และการดำรงความสามารถในการแข่งขันในตลาดให้ยังคงอยู่ แม้การแข่งขันในตลาดเงินจะร้อนแรงและเกิดขึ้นต่อเนื่อง แต่หากธนาคารปรับตัวได้เร็ว ก็สามารถมีมาร์เก็ตแชร์ที่เพิ่มขึ้นได้ ซึ่งเป็นช่องทางแห่งการสร้างการเติบโตเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้าได้”

ในด้านการทำธุรกิจ ในส่วนตลาดเงิน แน่นอนว่าได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ตลาดเงิน ตลาดทุนมีความผันผวนรุนแรง และคาดการณ์ได้ยากขึ้น ในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้การบริหารอัตราแลกเปลี่ยนมีความท้าทายสูงขึ้น  ดังนั้นการเข้าไปดูแลช่วยเหลือลูกค้าให้มากที่สุดเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

ส่วนการดำเนินธุรกิจและเป้าหมายการดำเนินธุรกิจของธนาคาร ยังไม่ได้ปรับเปลี่ยนเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจ ทุกอย่างยังเป็นไปตามแผนที่วางไว้ แม้เผชิญความท้าทายมากขึ้น

ขณะเดียวกัน สิ่งที่ต้องทำเพิ่มเติม คือการหากลยุทธ์ในการสร้างรายได้เพิ่มขึ้น หรือ New income เพิ่มขึ้นในอนาคต ดังนั้นเราต้องหา New Ocean และ Blue Ocean เพื่อหารายได้และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธนาคารในระยะข้างหน้าให้มากขึ้น

“การอยู่รอดจากวิกฤตินี้ ต้องอาศัยการร่วมมือจากหลายภาคส่วน เพื่อช่วยเหลือลูกค้าของเราให้มากที่สุด ผ่านมาตรการที่มีอยู่ เพื่อให้ลูกค้าและธนาคารอยู่รอดร่วมกัน ดังนั้นเราต้องหาบาลานซ์ตรงกลางให้เจอ เราต้องเดินต่อไป และประคองให้ลูกค้าผ่านวิกฤติไปได้ ตรงนี้สำคัญมาก”

อีกบริษัทที่อยู่ใน “ธุรกิจไฟแนนซ์” ที่ยอมรับว่า การบริหารธุรกิจ ในช่วงวิกฤติโควิด-19 ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่องค์กรจะปรับตัวและสร้างการเติบโตก้าวต่อไป 

“วิรัตน์ ชินประพินพร” ประธานกรรมการ บริษัท ราชธานีลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ THANI กล่าวว่า “บุคลากร” เป็นหัวใจสำคัญของเราที่จะสนับสนุนการเติบโตต่อไปด้วยหลักคิดดูแลพนักงานให้สามารถทำงานที่บ้านได้อย่างมีความสุข มีรายได้มากขึ้น พร้อมนำดิจิทัลเข้ามาผสมผสานการทำงานเพื่อให้มีประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยองค์กรลดต้นทุนและทำกำไรดีขึ้น

นอกจากนี้คณะผู้บริหาร ยังมีแนวคิดลดพื้นที่สำนักงานและนำค่าเช่าส่วนนั้น มาชดเชยเป็นค่าใช้จ่ายสวัสดิการอื่นๆ ให้กับพนักงาน เช่น ค่าน้ำค่าไฟที่บ้าน ซึ่งอาจเริ่มพิจารณาบางแผนกที่ทำได้ก่อน

ภาพรวมธุรกิจลิสซิ่ง “ตลาดรถบรรทุก”ในช่วงโควิด-19 ระลอก 3 ยังโตดีจากกลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ เกษตร คอมเมิร์ซ เพราะไม่มีล็อกดาวน์ช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยยังค้าขายได้ดี  โดยในไตรมาส 1 ปี 2564 ยอดขายรถบรรทุกโตสูง 30-40% แต่ในไตรมาส 2 ปีนี้ แนวโน้มยอดขายอาจชะลอลงบ้าง แต่เชื่อในครึ่งหลังปีนี้ยอดขายน่าจะกลับมาโตดีขึ้น หลังกระจายวัคซีนมากขึ้นและเริ่มเปิดเมืองในบางจังหวัดท่องเที่ยวแล้ว

ด้านการแข่งขันในตลาดนี้ มองว่า ยังไม่รุนแรง สถาบันการเงินขนาดใหญ่ยังไม่ได้เข้ามาทำตลาดมากนัก เพราะเป็นตลาดเฉพาะกลุ่มที่ต้องอาศัยความชำนาญขณะที่บริษัทเป็นผู้นำในตลาดนี้ ทั้งการปล่อยสินเชื่อและคุมคุณภาพหนี้ที่ดีนับเป็นจุดแข็งสร้างความได้เปรียบ แต่บริษัทต้องเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีเข้ามาเสริมประสิทธิภาพการทำงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะ 3 ปีนี้ (ปี 2564-2566) วางงบลงทุนไว้ราว 200 ล้านบาท

สำหรับแผนธุรกิจปี2564 “วิรัตน์” มั่นใจว่าจะทำได้ตามเป้าหมาย  โดยจะมียอดปล่อยสินเชื่อใหม่ 24,000 ล้านบาท โต 30% จากปี2563 อยู่ที่ 18,000 ล้านบาท  และสินเชื่อคงค้างมากกว่า 50,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากสิ้นปี 2563 อยู่ที่ 47,000-48,000 ล้านบาท แบ่งเป็นสัดส่วนรถบรรทุก 70% ที่เหลือเป็นรถหรูสัดส่วน 25% และรถจักรยานยนต์สัดส่วน 5%”

ในด้านการ วางกลยุทธ์ขยายสินเชื่อมุ่งกลุ่มผู้ประกอบการดังกล่าวที่โตดี ด้วยดอกเบี้ยที่จูงใจ ปัจจุบันเฉลี่ยที่ 7% ต่อปี ยอดสินเชื่อเฉลี่ยต่อรายที่ 1 ล้านบาท รวมถึงช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบโควิด-19 ทั้งปรับโครงสร้างหนี้และยืดเวลาชำระหนี้สูงสุดไม่เกิน 90 วัน พร้อมแนะนำลดหนี้และเพิ่มสภาพคล่อง ช่วยลูกหนี้ดำเนินธุรกิจต่อไป โดยไม่เป็นหนี้เสีย ปัจจุบันยังคุมหนี้เสียต่ำกว่า 4 % ได้ตามเป้า

นอกจากนี้ภายใต้กลยุทธ์ดังกล่าวจะช่วยผลักดันรายได้โตต่อเนื่องและรักษาการทำกำไรไม่ต่ำกว่าปีก่อน  ซึ่งในไตรมาส 1 ปี 2564 บริษัทปล่อยสินเชื่อใหม่ ได้เกินเป้า 5% ที่ 5,800 ล้านบาท หรือโต 20% จากช่วงเดียวกันปีก่อน

และมีกำไรที่ 427 ล้านบาท ใกล้เคียงช่วงเดียวกันปีก่อน และไตรมาส 2 คาดน่าจะรักษาการโตต่อเนื่องได้อยู่

อย่างไรก็ตามเชื่อว่าสถานการณ์ต่างๆ น่าจะกลับปรับตัวดีขึ้น ซึ่งจะหนุนให้ในช่วง3 ปี (2564-2566) บริษัทมียอดปล่อยสินเชื่อใหม่โตเฉลี่ยปีละ 15-20% และสินเชื่อคงค้างโตเฉลี่ย ปีละ 10-15% พร้อมกับมองหาโอกาสโตจากการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) รวมถึงศึกษารูปแบบธุรกิจใหม่ที่โตดี เช่น ไมโครไฟแนนซ์และคอนซูมเมอร์ไฟแนนซ์ รองรับการขยายธุรกิจในอนาคตด้วย