วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

พรรคร่วมฝ่ายค้าน ลั่นลุยโหวตวาระ 3 เตือนฉีกรธน.ไม่ง่าย

พรรคร่วมฝ่ายค้าน เดินเครื่องเต็มสูบ โหวตแก้รัฐธรรมนูญวาระ 3 ลั่น การฉีกรธน.ไม่ง่ายกว่าแก้ ขอสมาชิกสภา อยากลดทอนอำนาจประวิงเวลา เปรียบ้ป็นการพายเรือในอ่าง ข้ามหัวประชาชน

พรรคร่วมฝ่ายค้านแถลงการกำหนดท่าทีและการดำเนินการหลังคำวินิจฉัยของศาล กรณีอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ระบุว่า การหารือในวันนี้ได้ดำเนินการพิจารณาคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญอย่างถ่องแท้ ในการยื่นญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมของพรรคฝ่ายค้านที่เสนอเข้าไปยังรัฐสภา แต่การที่ศาลรัฐธรรมนูญได้แถลงออกมา อนุญาตให้แก้ไขทั้งฉบับได้ ดังนั้น ที่ประชุมจึงมีความคิดเห็นว่าในกรณีเช่นนี้ จะดำเนินการต่อไปโดยไม่ให้ผิดเกี่ยวกับมติของศาลรัฐธรรมนูญโดยจะดำเนินการขอแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งอำนาจของรัฐสภาที่มีอยู่ ณ ขณะนี้ ดำเนินการในวาระ 3 ต่อไป การแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 เป็นเรื่องที่ค้างอยู่ในสภา ซึ่งการดำเนินการในวันที่ 17 - 18 มีนาคมนี้ ประธานรัฐสภาควรจะนำเรื่องเกี่ยวกับการลงมติในวาระ 3 เข้าสู่ที่ประชุม ส่วนจะมีคนเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย คงจะมีการคัดค้านไปตามเรื่อง จึงอยากให้ประชาชนได้ติดตามสิ่งต่างๆ ที่ทำไปเป็นแนวทางที่ประชาชนต้องการให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่

ด้านนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ระบุว่า พรรคก้าวไกลยืนยันว่า อำนาจหน้าที่ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหน้าที่ของรัฐสภาตั้งแต่ต้น การที่มีคำวินิจฉัยออกมาเมื่อวาน ถือได้ว่าเป็นคำยืนยันความปกติของรัฐธรรมนูญใหม่ไม่ได้ฉีกง่ายกว่าแก้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ควรล้มล้างการปกครองหรือรัฐประหารอย่างเดียว ซึ่งการลดทอนอำนาจของสภาฯ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถือเป็นการประวิงเวลา ที่ไม่ควรเกิดขึ้น ถ้าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมานั้นสอดคล้องกับเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญที่กำลังทำอยู่และวาระ 1และ2 ไม่เป็นโมฆะเดินหน้าไปสู่วาระที่ 3 ในวันที่17 -18 มีนาคม ซึ่งกระบวนการที่ทำอยู่นั้นเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมไม่ใช่ร่างฉบับใหม่ โดยเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมเป็นรายมาตรา 256 การที่มีสมาชิกรัฐสภาพยายามลดทอนอำนาจของตัวเองอีก 1 ครั้ง โดยถือว่าวาระ 1 และวันที่ 2 เป็นโมฆะ 

ถือเป็นการตีความที่ไม่เห็นหัวประชาชน และไม่ถูกต้อง เงื่อนไขของรัฐธรรมนูญมีอยู่ สอดคล้องและชอบทำกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และถึงแม้วันที่ 17 -18 มีนาคมนี้ ถูกบรรจุไว้ในวาระที่ 3 แล้ว ทุกคนคงทราบดีว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบนี้เป็นการพายเรืออยู่ในอ่าง มีความพยายามที่จะถ่วงเวลาตั้งคณะกรรมการศึกษาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อสืบทอดอำนาจไว้ให้นานที่สุด การแก้ไขรัฐธรรมนูญมีการคว่ำการแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 จะแสดงให้เห็นได้ถึงความจริงใจในการแก้ไข พร้อมตั้งคำถามว่าถ้ารัฐบาลจริงใจ เหตุใดจึงต้องโหวตคว่ำปิดประตูการแก้ไข ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแสดงถึงวิธีการลดอุณหภูมิการเมืองการแก้ไขวิกฤตรัฐธรรมนูญ และแก้ไขปัญหาการเมืองของประเทศไทย โดยการถามถึงประชามติว่าต้องการมีรัฐธรรมนูญฉบับใดหรือไม่ตามมาตรา 166 ให้อำนาจกุญแจการแก้ไขปัญหาวิกฤตการเมืองอยู่ที่ครม. ซึ่งรัฐบาลควรมองเห็นตรงนี้ในการทำประชามติตามมาตรา 166 ว่าประชาชนต้องการยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2560

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวว่า ประธานรัฐสภาทำหน้าที่ได้บรรจุการพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 3 ซึ่งเป็นฉบับที่ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลที่เสนอเข้ามา ซึ่งจะต้องให้ความเห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ค้างอยู่ในสภา การที่จะนำเรื่องอื่นมาอภิปรายหรือหารือก่อนถึงลงมติ ตนคิดว่าประธานรัฐสภาคงทราบดี เพราะจะทำให้เรื่องที่พิจารณาอยู่นั้นตกไป ตนเชื่อว่าทุกคนคงเข้าใจในหลักการนี้ ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญในฉบับนี้ใช้เวลามากกว่าปีกว่า และเริ่มต้นจากนโยบายของรัฐบาล แต่ถูกยื้อเวลาด้วยการตั้งกรรมาธิการไปศึกษาก่อน ตนมองว่าเสียเวลาเป็นรายเดือน พร้อมกับระบุว่า มีบางฝ่ายไม่จริงใจ ไม่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีข้อสังเกตว่า เมื่อจะมีการแก้ไขซึ่งถือเป็นนโยบายของรัฐบาล แต่กลับปรากฏว่าให้มีการศึกษาก่อน ฉันก็มีการเปิดให้มีการตั้งกรรมการศึกษาก็เห็นว่าควรแก้ไขเข้าสู่สภา 

โดยมองว่ามีพรรคพวกไม่สนใจประชาธิปไตยอยากลิ้มรสเหตุการณ์เสนอให้ศึกษา 2 รอบซึ่งเสียเวลาไปเป็นกว่าเมื่อพิจารณายังมีความไม่สนใจส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพื่อหวังว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีความเป็นลบ แต่เมื่อวานมีคนให้แก้ได้แต่ต้องถามความเห็นจากประชาชนก่อนแต่ก็ยังมีการเตรียมตัวในสภาให้ล้มการลงมติในวาระ 3 มาแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา 256 แสดงถึงความไม่จริงใจล้มความคิดของประชาชน และประชาชนไม่ได้เรียกร้องให้มีการกระทำแบบนี้ซ้ำซาก แล้วประเทศจะอยู่ได้อย่างไร พร้อมขอสมาชิกรัฐสภาเห็นหัวประชาชนบ้าง อยู่ทุกวันนี้ประชาชนมีความยากลำบากประชาชนเดือดร้อนไม่ใช่ว่าจะไม่เห็นมีประชาชนและทำตามใจที่คิดว่าควรจะทำ

 ส่วนการตีความในมาตรา 5 นั้นนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล อธิบายว่าต้องทำประชามติ ตั้งแต่ก่อนลงพระปรมาภิไธยอยู่แล้ว ซึ่งการทำประชามติแต่ละครั้งใช้งบประมาณประมาณ3-4 พันล้านบาท ซึ่งทางออกของเรื่องนี้ตนมองว่าสามารถทำประชามติที่จะถามประชาชนว่ากระบวนการที่รัฐธรรมนูญควรเริ่มมาจากการมีการเลือกตั้ง สสร. โดยอาจใช้คำถามพ่วงที่เกิดขึ้นในครั้งเดียวกัน ตั้งแต่ก่อนที่จะนำร่างแก้ไขนี้ลงพระปรมาภิไธย โดยจะเป็นการถาม 2 คำถามในครั้งเดียวกัน