'ไกล่เกลี่ยออนไลน์' นวัตกรรมศาล รับ 'นิวนอร์มอล'

'ไกล่เกลี่ยออนไลน์' นวัตกรรมศาล รับ 'นิวนอร์มอล'

วิกฤติโควิด สร้างการเปลี่ยนแปลงความปกติใหม่ ศาลยุติธรรมเปิดนวัตกรรม “ไกล่เกลี่ยออนไลน์” ระงับข้อพิพาทเจ้าหนี้-ลูกหนี้ทุกประเภท หาทางออกร่วมกัน ไม่ต้องไปศาล นำร่อง 117 ศาล ก่อนเดินหน้าขยายครบทุกศาลทั่วประเทศ เผยรอบปี 62-63 คดีแพ่งกว่า 5 แสนคดี 

นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยถึงโครงการ “ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทออนไลน์” ที่สำนักงานศาลยุติธรรม เตรียมนำมาใช้ในศาลทั่วประเทศว่า ปัจจุบันปัญหาหนี้ที่เกิดจากสินเชื่อบุคคล บัตรเครดิต กู้ยืม เช่าทรัพย์และเช่าซื้อ รวมถึงกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ยังคงมีการฟ้องร้องเข้าสู่ชั้นศาลเป็นจำนวนมาก 

ไม่ใช่เพียงลูกหนี้ที่เกิดความเครียดจากการถูกฟ้องร้องดำเนินคดี แต่เจ้าหนี้ก็ได้รับผลกระทบจากการที่ไม่ได้รับการชำระหนี้เช่นกัน ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ยิ่งในสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในขณะนี้ ประชาชนหลายคนได้รับผลกระทบจากการที่ธุรกิจ บางประเภทต้องปิดกิจการชั่วคราว หรือนำไปสู่การปิดกิจการอย่างถาวร พนักงานหลายคนถูกเลิกจ้างหรืออาจได้รับเงินเดือนน้อยลง ส่งผลให้รายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่ายในแต่ละเดือน ทำให้ต้องกู้หนี้ยืมสิน ซึ่งอาจก่อให้เกิดข้อพิพาทที่เกิดจากการผิดสัญญาต่าง ๆ จนนำมาซึ่งการฟ้องร้องต่อศาลมากขึ้น 

ดังนั้น เพื่อให้ข้อพิพาทสามารถยุติลงได้ด้วยความพึงพอใจและยังคงซึ่งความสัมพันธ์อันดีของทั้งสองฝ่าย ศาลยุติธรรมจึงได้นำกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทมาใช้ควบคู่กับการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ประชาชนในการยุติข้อพิพาท 

  • รอบปีคดีแพ่งกว่า 5 แสนคดี

ทั้งนี้ สถิติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทคดีแพ่งของศาลยุติธรรมทั่วประเทศ ในปีงบประมาณ 2563 ช่วงระหว่างตุลาคม 2562 - มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา พบว่ามีปริมาณคดีที่เข้าสู่ศาลทั้งหมด 526,132 คดี ปริมาณคดีเข้าสู่ระบบไกล่เกลี่ย 175,396 คดี (คิดเป็นร้อยละ 33.34) โดยสามารถไกล่เกลี่ยสำเร็จ 139,955 คดี (คิดเป็นร้อยละ 79.79)

หากประชาชนทั่วไปหรือนิติบุคคลที่มีข้อพิพาทและไม่สามารถตกลงกันเองได้ สามารถขอให้ศาลเป็นคนกลางช่วยให้คู่พิพาทเจรจาหาทางออกที่แต่ละฝ่ายสามารถยอมรับได้ ซึ่งโดยปกติหากคู่พิพาทที่ประสงค์จะนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย ศาลจะกำหนดวันและเวลาที่คู่พิพาทสะดวกตรงกันเพื่อเข้าร่วมประชุมไกล่เกลี่ย 

อย่างไรก็ดี หลายครั้งที่คู่พิพาทอาจอยู่ห่างกันโดยระยะทาง ไม่สะดวกที่จะเดินทาง หรือแม้กระทั่งคู่พิพาทไม่อยากจะเจอหน้ากัน รวมถึงเกิดความวิตกกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ไม่กล้าออกจากบ้านหรือไปในสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน ปัญหาเหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคที่มีผลต่อการตัดสินใจของคู่พิพาท ว่าจะเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยหรือไม่ 

  • 117 ศาลนำร่องแล้ว 401 คดี

สำนักงานศาลยุติธรรมจึงได้นำนวัตกรรม “ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทออนไลน์” มาใช้ในศาลยุติธรรมทั่วประเทศ เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยสะดวก รวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ลดความแออัดในการใช้ห้องประชุม ลดการเผชิญหน้า และยังทำให้คู่พิพาทสมัครใจและเข้าร่วมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทมากขึ้น 

โดยสำนักงานศาลยุติธรรมได้กำหนดแผนและวางแนวทางการให้บริการแก่ศาลยุติธรรมทั่วประเทศไปแล้วตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2563 และปัจจุบันมีศาลที่ได้เริ่มให้บริการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทออนไลน์แล้ว จำนวน 117 ศาล และกำลังทยอยเปิดให้บริการจนครบศาลชั้นต้นทั่วประเทศ 

โดยภายหลังจากที่ศาลยุติธรรมทั่วประเทศได้เริ่มใช้การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทออนไลน์ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา พบว่ามีปริมาณข้อพิพาทคดีผู้บริโภคและคดีแพ่งที่ใช้วิธีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทออนไลน์แล้ว จำนวน 401 คดี และสามารถไกล่เกลี่ยสำเร็จ 197 คดี (คิดเป็นร้อยละ 49.13) ทุนทรัพย์ที่ไกล่เกลี่ยสำเร็จ รวมทั้งสิ้น 60,883,616.34 บาท 

โดยสำนักงานศาลยุติธรรมตั้งเป้าหมายที่จะส่งเสริมให้คู่พิพาทนำคดีเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยออนไลน์เพิ่มขึ้น และมีผลสำเร็จในการดำเนินการไกล่เกลี่ยร้อยละ 80 ของคดีที่เข้าสู่การไกล่เกลี่ยออนไลน์ทั้งหมด

  • ยื่นคำร้องผ่านระบบออนไลน์

สำหรับคู่พิพาทที่ประสงค์จะให้ศาลดำเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทออนไลน์นั้น สามารถดำเนินการได้ทั้งในชั้นก่อนฟ้องคดีต่อศาล และระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น หรือศาลชั้นอุทธรณ์-ฎีกา โดยยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี หรือต่อศาลที่คู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือยื่นคำร้องผ่านระบบอีไฟล์ลิ่ง (e-Filing) มาพร้อมกับคำฟ้อง หรือยื่นผ่านระบบ CIOS (กรณีคดีอยู่ระหว่างพิจารณา) 

เมื่อศาลพิจารณารับเป็นคดีไกล่เกลี่ยแล้ว ศาลจะสอบถามความประสงค์ในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท รวมทั้งวันเวลาที่สะดวกเพื่อกำหนดนัดวันไกล่เกลี่ยข้อพิพาทไปยังผู้ถูกร้องผ่านทางระบบ QR Code หากคู่พิพาทตอบรับเข้าร่วมการไกล่เกลี่ยแล้ว ศาลจะกำหนดวันนัดไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและแจ้งให้คู่พิพาททั้งสองฝ่ายทราบต่อไป 

สำหรับช่องทางการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทออนไลน์นั้น สามารถดำเนินการได้ผ่านทางระบบการประชุมทางจอภาพ (VDO/Web Conference), แอปพลิเคชัน Line, Chat Room, E-mail, VDO Call หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ตามที่คู่พิพาทสะดวก และหากคู่พิพาทสามารถตกลงกันได้ ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก็จะนัดวันเวลาที่คู่พิพาทสะดวกเพื่อมาทำบันทึกข้อตกลงที่ศาลต่อไป

  • ไกล่เกลี่ยหนี้ กยศ.เริ่ม มิ.ย.

เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ระบุด้วยว่า ในส่วนของคดีกู้ยืมของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ซึ่งในแต่ละปีจะมีปริมาณการยื่นฟ้องคดีเป็นจำนวนมากในช่วงเดือนมิถุนายนนั้น สำนักงานศาลยุติธรรมมีแผนจะจัด “โครงการร่วมใจไกล่เกลี่ยออนไลน์” ในช่วงประมาณเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2563 เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ กยศ. ที่ต้องการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง หรือผู้ที่ได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องคดีกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) แล้ว ได้เจรจาหาแนวทางแก้ไขหนี้และผ่อนผันการชำระหนี้ 

รวมทั้งรณรงค์ส่งเสริมให้คู่ความในคดีต่าง ๆ นำคดีเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย ไม่ต้องรอให้เรื่องถึงขั้นตอนการดำเนินคดีทางศาล ซึ่งอาจจะใช้เวลาและเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก โดยคู่ความที่สนใจสามารถเข้าร่วมโครงการได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

  • เป้าหมายลดปริมาณคดีฟ้องร้อง

เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ยังกล่าวอีกว่า การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทออนไลน์ถือเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการดำเนินงานที่สอดคล้องตามนโยบายของนายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา ในการนำเทคโนโลยีมาใช้อำนวยความยุติธรรม โดยคำนึงถึงช่องทางอื่นที่สะดวกและประหยัดสำหรับประชาชนโดยที่คู่ความไม่ต้องเดินทางมาศาล

อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนบทบาทของศาลในการใช้กระบวนการยุติธรรมทางเลือกบนพื้นฐานความสมัครใจของคู่ความ จึงอยากเชิญชวนประชาชนผู้มีอรรถคดีเลือกใช้บริการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทออนไลน์ ซึ่งนอกจากคู่พิพาทจะสามารถเลือกทางออกได้ด้วยตนเอง และเกิดความพึงพอใจทั้งสองฝ่าย สร้างความปรองดองให้กลับมาอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุขแล้ว ยังช่วยให้คดีเสร็จสิ้นไปด้วยความรวดเร็ว เสียค่าใช้จ่ายน้อยลง และช่วยลดปริมาณคดีที่จะมีการฟ้องร้องต่อศาลอีกด้วย