แม้จะเป็นช่วงวันหยุดปีใหม่ แต่วัยทำงานหลายคนคงเคยเจอประสบการณ์เดียวกันคือ ตั้งใจไปเที่ยวเพื่อพักผ่อน แต่กลับรู้สึกว่าใจยังไม่หยุดคิดเรื่องงานสักที มือยังเผลอเช็กอีเมล และร่างกายเหมือนยังอยู่ในโหมดทำงานเต็มสปีด ทั้งกังวลกับภาระงาน (ทุกวันนี้ไม่มีเส้นแบ่งเวลางานกับเวลาส่วนตัวชัดเจน) และกังวลเรื่องความรับผิดชอบต่อครอบครัว เช่น พ่อแม่อยากให้กลับบ้านมาเยี่ยม หรือลูกหลานอยากให้พาไปเที่ยวในวันหยุดเทศกาล กิจกรรมและภาระต่างๆ เหล่านี้ ล้วนทำให้สมองเรายังคิดวนเวียนไปมาไม่หยุดอยู่อย่างนั้น
คำถามคือ แม้ร่างกายจะเดินทางออกจากออฟฟิศไปไกลหลายร้อยกิโลเมตร แต่ทำไมจิตใจกลับยังวนเวียนอยู่กับอีเมล งานที่ค้าง และความรู้สึกผิดลึกๆ ว่า “นี่เราพักผ่อนมากไปหรือเปล่า” กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย ชวนมาหาคำตอบเรื่องนี้กัน
ดร.ไมเคิล สวิฟต์ (Dr. Michael Swift) นักจิตบำบัดอาวุโสและผู้ก่อตั้ง Swift Psychology ซึ่งทำงานกับผู้ที่มีภาวะวิตกกังวลและความเครียด อธิบายว่า “คนทำงานสมัยนี้เหมือนลืมไปแล้วว่าวันหยุดควรมีไว้เพื่ออะไร”
ปรากฏการณ์พักผ่อนที่ไม่ได้พักผ่อนดังกล่าว ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเราไม่อยากเที่ยว แต่เป็นเพราะร่างกายและสมองของคนยุคทำงานหนักนั้น ไม่สามารถเปลี่ยนจากชีวิตประจำวันที่เร่งรีบ มาเป็นโหมดวันหยุดได้แบบฉับพลันทันที เอาจริงๆ ในแง่การทำงานของสมองคือ มันไม่ง่ายเลย
ในอดีต วันหยุด คือช่วงเวลาที่ร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ได้หยุดพักพร้อมกัน แต่ปัจจุบัน หลายคนกลับใช้วันหยุดไปกับการอัดตารางกิจกรรมให้แน่น ราวกับกลัวว่าจะ ‘พักไม่คุ้ม’ หรือ ‘เสียเวลา’
จากโหมดทำงาน สู่โหมดวันหยุด: การเปลี่ยนผ่านที่ร่างกายไม่ทันตั้งตัว
ดร.สวิฟต์ อธิบายภาพนี้ได้ชัดเจนด้วยการเปรียบเทียบว่า “มันเหมือนขับรถด้วยความเร็ว 100 ไมล์ต่อชั่วโมง แล้วเหยียบเบรกกะทันหัน” เนื่องจากชีวิตประจำวันของคนทำงานยุคใหม่มักเต็มไปด้วยแรงกดดัน ความเร่งรีบ และความรับผิดชอบหลายบทบาท ทั้งบทบาทพนักงาน บทบาทพ่อแม่ บทบาทคนดูแลครอบครัว แต่เมื่อถึงวันหยุด เรากลับคาดหวังให้ร่างกายและสมอง “ปิดสวิตช์” ทันที ซึ่งในความเป็นจริง ระบบประสาทของเราไม่ทำงานแบบนั้น!
เมื่อความเครียดสะสม สมองจะเข้าสู่โหมด fight or flight ระบบประสาทซิมพาเทติกถูกกระตุ้น หัวใจเต้นเร็วขึ้น หายใจตื้นลง และร่างกายอยู่ในสภาวะระวังภัยตลอดเวลา ขณะที่ หากเราต้องการลดความเครียดและอยากจะผ่อนคลายอย่างแท้จริงนั้น มันไม่ใช่แค่เปลี่ยนสถานที่ หรือหยุดทำงานแบบฉับพลันทันที แต่ต้องค่อยๆ ลดความเร็วของทั้งร่างกายและใจ
หนึ่งในคำแนะนำสำคัญของ ดร.สวิฟต์ คือ การทำให้ร่างกายช้าลงอย่างเป็นรูปธรรม การเดินช้าลงในวันแรกของการเดินทาง การกินอาหารอย่างมีสติ เคี้ยวช้าลง หรือแม้แต่การปล่อยให้ตัวเองนั่งเฉยๆ โดยไม่ต้องทำอะไร สิ่งเล็กๆ เหล่านี้ช่วยส่งสัญญาณให้สมองรู้ว่า “ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว ไม่ต้องเร่ง ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องสู้หรือหนี”
ขณะเดียวกัน เขาย้ำถึงการตั้งขอบเขตเรื่องงานในวันหยุด เช่น การเช็กอีเมลหรือรับสายโทรศัพท์เรื่องงาน ก็ควรทำเฉพาะช่วงเวลาที่จำเป็นจริงๆ หรืองานด่วนฉุกเฉินจริงๆ เท่านั้น เขาย้ำว่า “ยิ่งเราตัดงานและเทคโนโลยีออกไปได้มากเท่าไร การชะลอร่างกายก็จะเกิดขึ้นได้จริงมากขึ้นเท่านั้น”
วัยทำงานต้องหยุดกดดันตัวเองว่า "วันหยุด" ต้องใช้เวลาให้คุ้ม
อีกกับดักสำคัญคือ ความคิดที่ว่า วันหยุดต้องใช้ให้คุ้มที่สุด หลายคนรู้สึกว่าถ้าไปเที่ยวแล้วไม่ได้ทำกิจกรรมวันละหลายอย่าง แปลว่าวันหยุดนั้นล้มเหล แต่ ดร.สวิฟต์ เสนอให้เปลี่ยนมุมมองใหม่ คือ ลองเปลี่ยนมา “เลือกเพลิดเพลินกับกิจกรรมแค่ไม่กี่อย่างต่อวันก็พอ”
เมื่อแรงกดดันลดลง สมองจะเริ่มเปิดพื้นที่ให้ความสุขเกิดขึ้นได้จริง เพราะวันหยุดไม่ใช่โปรเจกต์ที่ต้องทำให้สำเร็จ แต่คือช่วงเวลาที่อนุญาตให้ตัวเอง ไม่ต้องเร่ง ไม่ต้องแข่ง และไม่ต้องพิสูจน์อะไรกับใคร
โจแอนน์ ซอลเทอร์ (Joanne Saulter) นักจิตบำบัดจาก BetterHelp เสริมว่า แม้เราจะตั้งใจพักแค่ไหน แต่สภาพแวดล้อมระหว่างการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปสนามบินที่วุ่นวาย การอยู่ท่ามกลางผู้คนที่เร่งรีบ สิ่งเหล่านี้ก็ยังทำให้ร่างกายอยู่ในโหมดเร่งรีบรวดเร็วโดยไม่รู้ตัว
เธอจึงแนะนำให้ใช้ 1-2 วันแรกของวันหยุด เป็นช่วงเวลาสำหรับการพักจริงๆ
ไม่จำเป็นต้องวางแผนแน่น ให้ระบบประสาทได้ชะลอลง ค่อยๆ ปรับจังหวะจากชีวิตประจำวันที่เคยเร่งและตึงเครียด สู่จังหวะของการช้าลงและการพักผ่อนอย่างแท้จริง
วันหยุดที่ดี ต้องเริ่มจากการรู้ว่าตัวเองให้คุณค่ากับอะไร ?
หากวัยทำงานอยากปรับปรุงตัวเองใหม่ เพื่อให้วันหยุดได้เป็นวันพักผ่อนและผ่อนคลายจากความเครียดอย่างแท้จริง ซอลเทอร์ มีคำแนะนำว่า ให้เริ่มจากการถามตัวเองอย่างตรงไปตรงมาว่า “วันหยุดครั้งนี้ เราอยากได้อะไรจริงๆ?” ซึ่งคำตอบอาจจะมีได้หลากหลายแบบ ได้แก่
- บางคนอาจต้องการพักจากโซเชียลมีเดีย
- บางคนอยากใช้เวลากับครอบครัว หรือ
- บางคนแค่อยากอยู่เงียบๆ กับตัวเอง
คราวนี้ เมื่อคุณรู้คำตอบที่ชัดเจนแล้ว การตั้งขอบเขต เช่น การวางโทรศัพท์ให้ห่างตัว หรือกำหนดช่วงเวลาออฟไลน์ จะช่วยให้วันหยุดนั้นมีคุณภาพตามที่ตั้งใจไว้
พักผ่อนให้พอ เพราะคนทำงานจำนวนมาก ‘อดนอนเรื้อรัง’
ดร.สวิฟต์ชี้ว่า คนวัยทำงานจำนวนมากสะสมภาวะขาดการนอนหลับที่ดี จากชีวิตประจำวันโดยไม่รู้ตัว วันหยุดจึงเป็นโอกาสสำคัญในการ “ใช้หนี้การนอน”
การนอนตื่นสายได้บ้างเล็กน้อย ไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่คือการฟื้นฟูร่างกายอย่างแท้จริง นักจิตบำบัดยังเตือนด้วยว่า การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปในวันหยุด อาจทำให้คุณภาพการนอนแย่ลง และทำให้กลับมาทำงานด้วยความอ่อนล้ามากกว่าเดิม
นอกจากนี้ ก็ควรลับคมสมองหรือฟื้นฟูสุขภาพสมองให้ดีขึ้นด้วยการ "ทำสิ่งใหม่ๆ เพื่อให้สมองหลุดจากโหมดอัตโนมัติให้ได้ อาจเริ่มด้วยการทำกิจกรรมที่แตกต่างจากชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น การเรียนภาษาใหม่ ลองกิจกรรมสร้างสรรค์ หรือทำสิ่งที่ไม่เคยทำ จะช่วยให้สมองหลุดจากวงจรเดิมๆ ได้ดี
สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้สมองและจิตใจผ่อนคลาย แต่ยังเสริมความมั่นใจและคุณค่าในตัวเองได้อย่างที่คุณคาดไม่ถึง
ย้ำอีกที! วัยทำงานควรตระหนักรู้ว่า การพักผ่อนอย่างแท้จริง ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีที่เราหยุดทำงานกะทันหัน แต่มาจากการอนุญาตให้ร่างกายและใจค่อยๆ ลดความเร็ว ตั้งขอบเขต และฟังความต้องการของตัวเองให้ชัดเจน
บางครั้ง สิ่งที่ทำให้เวลาพักผ่อนในวันหยุด ช่วยต่ออายุทั้งสุขภาพกายและใจของคนเรา อาจไม่จำเป็นต้องเป็นกิจกรรมพิเศษใดๆ แต่คือการยอมรับว่า เราไม่จำเป็นต้องเร่งตลอดเวลา โดยเฉพาะในวันที่ควรได้พักผ่อนจริงๆ ในวันหยุดยาว
อ้างอิง: Independent





