Big Opportunities in Big Bear Market

Big Opportunities in Big Bear Market

ในสภาวะที่ราคาสินทรัพย์อย่างหุ้นปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วจากความกลัว นักลงทุนจึงต้องมองหาหุ้นของบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากวิกฤติโควิด-19 และมีการเติบโตที่สูงในระยะยาว

โลกได้เผชิญกับการแพร่ระบาดของ COVID-19 ซึ่งองค์การอนามัยโลกยกระดับให้เป็นการระบาดครั้งใหญ่ (Pandemic) ทำให้หลายประเทศต้องปิดเมือง (Lockdown) และเพิ่มระยะห่างระหว่างสังคม (Social Distancing) เพื่อชะลอการแพร่ระบาดของไวรัส ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักลง จนเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้ม เข้าสู่สภาวะเศรษฐกิจถดถอย ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจอย่างตลาดหุ้นปรับตัวลดลงเฉลี่ย -30% จากจุดสูงสุดในระยะเวลาเพียง 3 สัปดาห์

ซึ่งความรวดเร็วในการปรับตัวลดลงระดับนี้เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ สร้างความกลัวและเกิดแรงเทขายไปยังสินทรัพย์การเงินประเภทอื่น ตั้งแต่ตราสารหนี้ไปจนถึงทองคำ ในสภาวะที่ราคาสินทรัพย์อย่างหุ้นปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วจากความกลัว มองว่าเป็นโอกาสในการเข้าลงทุนในหุ้นของกลุ่มธุรกิจที่ดี เพียงแต่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงจากสภาวะตลาดในระยะสั้นได้ นักลงทุนจึงต้องมองหาหุ้นของบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากวิกฤติโควิด-19 และมีการเติบโตที่สูงในระยะยาว

กลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นดาวเด่นในยามที่เกิดวิกฤติโรคระบาด คือ กลุ่มอุตสาหกรรม Healthcare โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech) หลังจาก ทางการจีนอนุมัติตัวยา Favilavir ว่า สามารถใช้เป็นยาต้านโควิด-19 อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 17 มี.ค.2020 ที่ผ่านมา ราคาหุ้นของ Fujifilm ได้ปรับตัวสูงขึ้น +15% ทันที เนื่องจาก Toyama Chemical บริษัทลูกของ Fujifilm ประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้คิดค้นตัวยา Favipilavir โดยมีชื่อเรียกว่า Avigan

ในขณะเดียวกันบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพของอเมริกา Gilead Sciences ซึ่งมีความเชี่ยวชาญเรื่องยาต้านไวรัส โดยเฉพาะโรคเอดส์ กำลังเร่งพัฒนายา Remdesivir สำหรับโควิด-19 ซึ่งก่อนหน้านี้เคยใช้ในช่วงการระบาดของไวรัสอีโบลาได้สำเร็จ ทั้งนี้ การรักษาปัจจุบันทำได้เพียงแค่รักษาตามอาการ ยังต้องรอวัคซีนสำหรับการป้องกัน

การพัฒนาวัคซีนสำหรับโรคหวัดมรณะ (SARS) ในปี 2003 ใช้เวลายาวนานถึง 20 เดือน ก่อนที่จะมีการทดสอบจริงในมนุษย์ ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดดขึ้นอย่างรวดเร็ว บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพสัญชาติอเมริกา Moderna กำลังเร่งพัฒนาวัคซีน Mrna-1273 สำหรับใช้รักษาโควิด-19 โดยมีเป้าหมายให้สำเร็จภายใน 2 เดือน หากบริษัทประสบความสำเร็จ คาดว่าวัคซีนจะสามารถแจกจ่ายให้กับประชาชนได้ในช่วงปลายปี 2020 ถึงแม้จะอยู่ในระหว่างการพัฒนา ราคาหุ้นของ Moderna ปรับตัวสูงขึ้นถึง 36% จากต้นปี สวนทางกับตลาดหุ้นที่ปรับตัวลดลง นอกจากบริษัทผู้คิดค้นยาและวัคซีนแล้ว

อีกกลุ่มบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่หยุดชะงัก ผนวกกับการปิดเมือง ซึ่งทำให้ประชาชนไม่สามารถเดินทางออกไปจับจ่ายใช้สอยได้ตามปกติคือ ธุรกิจการค้า และบริการออนไลน์ (E-commerce) และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง (Quick Delivery Services)

ยอดขายของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งวงการ E-commerce ของจีนอย่าง JD.com เติบโตสูงถึง 215% YoY ตลอดระยะเวลา 10 วันที่ทางการจีนประกาศปิดประเทศ นอกจากนี้บริษัทยังเพิ่มจำนวนรถยนต์ไร้คนขับสำหรับส่งอาหาร ยาและเวชภัณฑ์ ไปตามที่พักอาศัยของประชาชนในเมืองอู่ฮั่น ขณะที่หุ้นบริษัท Video Conference Service ที่เป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วอย่าง Zoom Video Communications ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 133% จากต้นปีท่ามกลางการติดต่อสื่อสารผ่าน Conference Call ในช่วงที่ประชาชนหลีกเลี่ยงการพบปะสังสรรค์กัน

นอกเหนือไปจากกลุ่มธุรกิจ E-commerce และ Biotechnology ที่ได้รับผลประโยชน์จากวิกฤติโควิด-19 อีกกลุ่มหนึ่งที่มีความน่าสนใจไม่แพ้สองกลุ่มแรกคือ กลุ่ม Digital Healthcare ซึ่งเป็นบริษัทในอุตสาหกรรมการแพทย์ ที่นำเอาเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจ

บริษัทสัญชาติอเมริกา Teladoc ทำให้ผู้ป่วย สามารถพบแพทย์ผ่าน Video Conference ช่วยให้ผู้ป่วยเข้ารับบริการทางการแพทย์ได้ โดยไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาล ส่งผลให้ราคาหุ้นของ Teladoc ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 100% จากต้นปี เช่นเดียวกับบริษัท Baidu จากจีนที่ได้ทำการเปิดตัวแอพพลิเคชั่น “Fight Pneumonia” โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ติดเชื้อ และมีการใช้  “Online Medical Advice Platform” ซึ่งสามารถปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโควิด-19 ได้ทันที มีบุคลากรทางแพทย์จากจีนเข้าร่วมโครงการกว่า 100,000 ท่าน

จะเห็นได้ว่าในวิกฤติล้วนแล้วแต่มีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ กลุ่มบริษัท Healthcare และ E-commerce ล้วน แล้วเป็นสองกลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตชัดเจนในระยะยาว จากรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่ล้อไปกับแนวโน้มของ Megatrend โลกเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว วิกฤติโควิด-19 ช่วยเป็นปัจจัยสนับสนุนให้กับอุตสาหกรรมดังกล่าวมากขึ้นไปอีก เห็นได้จากบริษัทยาต่างเร่งพัฒนาวัคซีนเพื่อใช้รักษาไวรัส ขณะที่ยอดขายของบริษัท E-commerce ทั้งสินค้าและบริการล้วนแล้ว แต่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ในสภาวะปกตินักลงทุนมักจะไม่มีโอกาสได้ซื้อหุ้นของธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตของกำไรสูงในราคาที่ถูก เพราะราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้มักจะซื้อ-ขายกัน บน Valuation ที่สูง

เนื่องจากนักลงทุนต่างให้ค่ากับบริษัทที่มีการเติบโต จึงยอมซื้อหุ้นที่มีการเติบโตในราคาที่สูงอยู่เสมอ ราคาหุ้นของบริษัทในกลุ่ม Healthcare และ E-commerce ที่ต่างปรับตัวลดลงมา พร้อมกับนายตลาดซึ่งกำลังอยู่ในอารมณ์กลัวสุดขีดโดยไม่ได้สนใจมูลค่าพื้นฐานของกิจการ แต่หากนักลงทุนมองไปข้างหน้า จะพบว่าบริษัทเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีการดำเนินธุรกิจที่เติบโตไปกับภาพใหญ่ของเศรษฐกิจโลก และต่างเป็นกลุ่มธุรกิจที่เกาะกับกระแสอุตสาหกรรมในอนาคต การปรับตัวลดลงของราคา จึงมองว่าเป็นจังหวะในการเข้าซื้อลงทุนกิจการที่ดีในสภาวะที่ราคาถูกลง จากนายตลาดที่กำลังอารมณ์เสียอย่างสุดขีด ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวอาจจะไม่เกิดขึ้นบ่อยนักในช่วงชีวิตของนักลงทุน