เวียดนามยังเนื้อหอมยอดจดทะเบียนกิจการใหม่พุ่ง

เวียดนามยังเนื้อหอมยอดจดทะเบียนกิจการใหม่พุ่ง

เวียดนามยังเนื้อหอมยอดจดทะเบียนกิจการใหม่พุ่ง โดยในเดือนแรกของปีนี้ มีกิจการใหม่ๆเข้ามาจดทะเบียนในกรุงฮานอย เมืองหลวงของเวียดนามเป็นจำนวนถึง 8,276 แห่ง

สำนักงานสถิติแห่งชาติของเวียดนาม ระบุว่า เวียดนาม ยังคงเป็นประเทศจุดหมายปลายทางด้านการลงทุนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในเดือนแรกของปีนี้ มีกิจการใหม่ๆเข้ามาจดทะเบียนในกรุงฮานอย เมืองหลวงของเวียดนามเป็นจำนวนถึง 8,276 แห่งแม้จำนวนบริษัทที่เข้าจดทะเบียนจะลดลง 17.9 % เมื่อเทียบปีต่อปี แต่เงินทุนของกิจการที่จดทะเบียนโดยรวมกลับเพิ่มขึ้นประมาณ 76.8 % คิดเป็นมูลค่า 267 ล้านล้านด่อง (11.46 พันล้านดอลลาร์)ขยายตัวสูงสุดในรอบ4ปี

การที่มีกิจการใหม่ๆจดทะเบียนน้อยลงส่วนหนึ่งเป็นเพราะอยู่ในช่วงเทศกาลตรุษญวน ซึ่งถือเป็นเทศกาลสำคัญและถือเป็นงานฉลองใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ส่วนการที่เม็ดเงินลงทุนเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นเพราะบริษัทที่จดทะเบียนเป็นบริษัทให้บริการทางการเงิน บริษัทประกัน ที่มีทุนจดทะเบียนรวมทั้งสิ้น 144 ล้านล้านด่อง หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 53.9 % ของทุนจดทะเบียนโดยรวม อีกทั้งการจดทะเบียนของบริษัทน้องใหม่ จะทำให้เกิดการจ้างงานจำนวน 84,500 ตำแหน่ง ลดลงประมาณ 21.7%เมื่อเทียบปีต่อปี

ธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (เจบิก)เคยทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างบริษัทที่กำลังพิจารณาโอกาสทางธุรกิจในต่างประเทศ 588 แห่งช่วงปลายปี 2562 พบว่า เวียดนามขยับอันดับเพิ่มขึ้น 1 อันดับกลายเป็นปลายทางการลงทุนที่น่าดึงดูดใจมากที่สุดอันดับ 3 สำหรับธุรกิจญี่ปุ่น รองจากอินเดีย และจีน

ผลสำรวจยังบ่งชี้ด้วยว่า 36.4% ของธุรกิจญี่ปุ่นในต่างประเทศ เลือกเวียดนามเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจมากที่สุดสำหรับระยะกลางและระยะยาว เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2.5% ขณะที่อินเดียได้รับเลือกมากเป็นอันดับ 1 ที่ 47.8% รองลงมาคือ จีน ที่ 44.6% ส่วนไทย ขยับลงมาอยู่ในอันดับที่ 4 ที่ 32.9% ตามมาด้วยอินโดนีเซีย และสหรัฐ

เจบิก ระบุว่า บริษัทญี่ปุ่นมีความมั่นใจอย่างมากต่อการเติบโตในอนาคตของเวียดนาม รวมทั้งแรงงานคุณภาพสูงและค่าแรงถูกของประเทศนี้

สอดคล้องกับรายงานของไพรซ์วอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ ช่วงปลายเดือนธ.ค.ปีที่แล้ว ที่เผยพร่รายงานว่าด้วยการทำธุรกิจข้ามแดนในเอเชียแปซิฟิกปี2562-2563 ผ่านการสำรวจความเห็นผู้นำธุรกิจกว่า 1,000 คนในประเทศสมาชิกกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (เอเปค) พบว่า ผู้นำธุรกิจต่างๆในเวียดนามมีมุมมองบวกมากกว่าผู้นำธุรกิจในประเทศสมาชิกอื่นๆ โดยผู้นำธุรกิจในเวียดนามมั่นใจว่ารายได้บริษัทจะเติบโตขึ้นสูงสุดในรอบ5ปี ขณะที่ผู้นำในประเทศอื่นๆมีความเชื่อมั่นแค่ 34%

นอกจากนี้ ผู้นำธุรกิจในเวียดนาม 4 ใน5 คน บอกว่ามีแผนเพิ่มงบประมาณด้านการพัฒนาระบบอัตโนมัติและทักษะแรงงาน ส่วน80% มีความเชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีเป็นเครื่องมิอสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ

แต่ไม่ได้มีเฉพาะกรุงฮานอยเท่านั้นที่พยายามดึงดูดบริษัทข้ามชาติเข้ามาลงทุน ทางการนครโฮจิมินห์ ซิตี้ ก็ยังเดินหน้าสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อสร้างเมืองอัจฉริยะที่เน้นนวัตกรรมและปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้คนในโฮจิมินห์ ซิตี้ให้ดีขึ้น

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา โฮจิมินห์มีบทบาทอย่างมากในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ช่วยทำให้จีดีพีของเวียดนามขยายตัวในสัดส่วน 24% ช่วยกระตุ้นการเติบโตของการผลิตด้านอุตสาหกรรม คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 18%และมีส่วนช่วยด้านการส่งออกของประเทศประมาณ 16%

แต่โฮจิมินห์ ซิตี้ก็มีความท้าทายหลายด้านที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการผลักดันนโยบายที่เน้นนวัตกรรมนำหน้า โดยเฉพาะการที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไม่ยั่งยืนและการที่ประชากรขยายตัวอย่างรวดเร็ว

"เหวียน ถั่น ฟง ประธานคณะกรรมการพรรคอมมิวนิสต์ของโฮจิมินห์ ซิตี้ กล่าวว่า การปรับโฉมรูปแบบการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการหันไปเน้นด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีก้าวหน้าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะสร้างหลักประกันได้ว่าโฮจิมินห์ซิตี้ยังคงพัฒนาต่อไปและยังคงมีบทบาทนำในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

"การพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยียุคการปฎิวัติอุตสาหกรรม4.0 ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีประเภทต่างๆ อาทิ บิ๊กดาต้า ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ)และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง(ไอโอที) เพิ่มโอกาสให้กับโฮจิมินห์อย่างมากที่จะเดินหน้าแผนการตามที่กำหนดไว้เพื่อก้าวขึ้นมาเป็นเมืองอัจฉริยะในที่สุด

ปัจจุบัน บริษัทชื่อดังสัญชาติญี่ปุ่นสองแห่งคือ มิตซูบิชิ คอร์ป และโนมูระ เรียล เอสเตท ดีวีล็อปเมนท์ ร่วมมือกับวินกรุ๊ป กลุ่มบริษัทใหญ่สุดของเวียดนาม จัดทำโครงการพัฒนาโฮจิมินห์ ซิตี้ ให้เป็นเมืองอัจฉริยะรองรับความต้องการของประชากรยุคใหม่และการเข้ามามีบทบาทในชีวิตผู้คนของเทคโนโลยีก้าวหน้าทั้งหลาย