กอ.รมน.ภาค 4 สน.ร่วมเฝ้าระวัง 6 เดือน เซฟตี้โซนเจาะไอร้อง พิสูจน์ตัวจริงเข้าร่วมพูดคุยสันติสุข
เมื่อวันที่ 8 พ.ค. ที่ค่ายสิรินธร จ.ยะลา พ.อ.วัฒนา กรมขันธ์ รองผู้อำนวยการศูนย์สันติวิธี กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวกำหนดอ.เจาะไอร้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยหรือเซฟตี้โซนว่า เป็นเพียงแนวคิดที่จะต้องมีอำเภอนำร่อง1 อำเภอเพื่อสร้างความปลอดภัย จึงมีการคิดว่าน่าจะลองใช้พื้นที่อ.เจาะไอร้อง เพื่อดูเหตุการณ์ก่อน ส่วนการปฏิบัติยังคงใช้กำลังปกติ และกำลังจากภาคประชาชน ซึ่งต้องดูว่าจากนี้ไปอีก 6 เดือนจะมีอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ โดยเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนเม.ย.แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ 3-6 เดือนแรกจะเป็นขั้นตอนการเตรียมพื้นที่ และช่วงหลัง6 เดือน เป็นขั้นตอนนำไปสู่เป้าหมายการกำหนดเป็นพื้นที่ปลอดภัย
"แนวคิดกำหนดอ.เจาะไอร้องเป็นพื้นที่เซฟตี้โซน เราจะดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดในทุกเรื่อง และเมื่อครบกรอบเวลาที่กำหนดจะเพิ่มเติมมาตรการต่างๆลงไปอย่างเต็มที่ ส่วนจะลดการก่อเหตุความรุนแรงเป็นศูนย์ได้หรือไม่นั้น ต้องเข้าใจว่าพื้นที่ดังกล่าวกำหนดขึ้นเพื่อแสดงความไว้วางใจทั้ง 2 ฝ่าย ในส่วนของรัฐจะต้องไม่นำกำลังทหารหรือดำเนินการใดๆ เพื่อก่อให้เกิดปัญหา ในขณะที่กลุ่มผู้เห็นต่างจะต้องไม่ให้เกิดเหตุการณ์ใดๆ ด้วยเช่นกัน ส่วนเหตุการณ์ทั่วไปต้องสามารถพิสูจน์ทราบได้ แม้ว่าจะมีแนวคิดให้อ.เจาะไอร้อง เป็นพื้นที่เซฟตี้โซน แต่การดูแลรักษาความปลอดภัยยังคงจำเป็นต้องอาศัย พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 และพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ถือเป็นคนละส่วนกัน ทั้งนี้พื้นที่นำร่องจะมาจากการกำหนดของคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น ซึ่งต้องนำไปทดลองก่อน" พ.อ.วัฒนา กล่าวและว่า อย่างไรก็ตามยืนยันว่า กระบวนการพูดคุยอยู่ในขั้นตอนการสร้างความไว้วางใจ รวมถึงประชาชนทุกหมู่เหล่า และขณะนี้มีกลุ่มผู้เห็นต่าง หลายกลุ่ม ยืนยันว่าเป็นตัวจริง เสียงจริง สามารถควบคุมการปฏิบัติการในพื้นที่ได้ ซึ่งเรื่องดังกล่าวหากขยายเวลาการพูดคุยออกไป จะทำให้เราเห็นว่า กลุ่มไหน เป็นตัวจริง กลุ่มไหนมีผลประโยชน์แอบแฝง ซึ่งยังต้องพิสูจน์กันต่อไป
ขณะที่พ.อ.สุภกิจ รู้หลัด รองผอ.สำนักข่าว กอ.รมน. ภาค 4 สน. กล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงในห้วงที่จะเข้าสู่โรดแม็พที่ 3 ในขั้นตอนการสร้างสันติสุข ที่ตั้งเป้าหมายไว้ในปี 2563 ถือเป็นช่วงรอยต่อ คือการที่ขบวนการก่อความไม่สงบจะใช้กลุ่มเครือข่ายเยาวชน เพื่อกระจายข่าวผ่านโซเชียลมีเดีย ที่อาจขยายผลก่อความรุนแรง โดยการข่าวพบว่าในกทม.มีเยาวชนใน 2 สถาบันการศึกษาที่ต้องเฝ้าระวังใช้เป็นพื้นที่ปลุกระดมแนวร่วมและยังพบข้อมูลการโพสต์โซเชียลในเยาวชนในพื้นที่สามจังหวัดใช้ภาคใต้ หรือกลุ่ม Permas ซึ่งเป็น 1 ใน 28 กลุ่มเฝ้าระวัง โดนต้องใช้ยุทธวิธีทางด้านการข่าวที่ไม่เปิดเผยเข้าไปสร้างความเข้าใจกับเยาวชน เพราะไม่มีหลักฐานชี้ชัดในแง่ตัวบุคคลที่จะเรียกมาปรับทัศนคติ
พ.อ.สุภกิจ กล่าวต่อว่า ส่วนความเป็นห่วงที่กลุ่มไอเอสจะใช้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อขยายเครือข่ายนั้น ยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากเป้าหมายกลุ่มไอเอส คือตั้งรัฐอิสลาม และขณะนี้ก็มีการแบ่งแยกออกเป็นหลายกลุ่ม ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวคนไทยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาตใต้เข้าไปเกี่ยวข้องนั้น จาการตรวจสอบพบว้าเป็นการโพสต์ในเฟซบุ๊กเท่านั้น ยืนยันว่าประเทศไทยไม่ใช่พื้นที่สนับสนุน และไอเอสไม่มีโอกาสเข้ามาอิทธิพลเหนือ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐดูแลพื้นที่อย่างเข้มข้น
ทภ.4 แจงนำคนในโครงการพาคนกลับบ้านไปอยู่หมู่บ้านจุฬาภรณ์12 สุคิริน ยังเป็นเพียงแนวความคิด เผยมทภ.4 ตั้งคณะทำงานศึกษารายละเอียด หลังมีข่าวชาวบ้านในพื้นที่คัดค้าน เหตุหวั่นไม่ปลอดภัย ขณะที่รองมทภ.4 ระบุต้องดูแลซึ่งกันและกัน ชี้มีแต่คนแก่น่าสงสาร
เมื่อวันที่ 8 พ.ค. ที่ค่ายสิรินธร จ.ยะลา พล.ต.วัลลภ ฐิติกุล รองแม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวถึงการดูแลแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ขณะนี้คนในพื้นที่จังหวัดชายแดนยังใช้ชีวิตปกติ แต่ละวันมีคดีความมั่นคงเกิดขึ้นไม่มาก หรือเรียกได้ว่าน้อยมาก เพราะเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง และฝ่ายพลเรือนร่วมกันดูแลพื้นที่อย่างเข้มงวด เราทำงานร่วมกันอย่างเข้มข้น เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในพื้นที่ ประชาชนสามารถทำมาหากินได้และลูกหลานได้รับการศึกษาอย่างดี ส่วนกรณีที่มีกระแสต่อต้านการแบ่งพื้นที่หมู่บ้านจุฬาภรณ์ 12 อ.สุคิริน จ.นราธิวาสให้กลุ่มคนที่เข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้านนั้นเบื้องต้นเรื่องนี้ยังเป็นแนวความคิด แต่เหตุผลที่มีการเสนอหมู่บ้านจุฬาภรณ์ 12 นั้น เพราะมีพื้นที่เพียงพอ ส่วนใหญ่เป็นคนแก่ที่น่าสงสาร และเป็นคนไทยทั่วไปที่เคยหวาดระแวงเจ้าหน้าที่รัฐที่ไปอยู่ต่างถิ่น วันนี้รัฐมีช่องทางก็อยากกลับมาเพื่อออกบัตรเป็นคนไทย แต่เมื่อมาแล้วไม่มีที่ทำกิน และจะให้อยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานีไปตลอดก็ไม่ได้ เราต้องมีมาตรการดูแล และลูกหลานต้องได้รับการศึกษา ทั้งนี้เราต้องเห็นใจซึ่งกันและกัน
ด้านพ.อ.ธนาวีย์ สุวรรณรัฐ หัวหน้าศูนย์ประขาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค4 สน.) กล่าวถึงการดำเนินงานในโครงการพาคนกลับบ้านว่า ในปี 61 ทางพล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 มีนโยบายคือไม่เน้นปริมาณ แต่เน้นคุณภาพ เพราะต้องการคนที่เป็นตัวจริงเสียงจริงเท่านั้น ซึ่งปัจจุบัน กองทัพภาคที่ 4 มีบัญชีรายชื่อผู้ก่อเหตุความรุนแรง จำนวน 7,300 คน แยกตามการกระทำความผิด 2 ลักษณะ คือกลุ่มมีหมาย ป.วิอาญา และกลุ่มสนับสนุนที่ถือเป็นกลุ่มเฝ้าระวัง ส่วนกลุ่มที่เข้าโครงการพาคนกลับบ้าน แบ่งเป็นเป้าหมายทั่วไปคือผู้ต้องหาที่กระทำความผิดสร้างความรุนแรงในประเทศ จำนวน 288 คน และกลุ่มนอกประเทศที่หลบหนีออกนอกประเทศไปเมื่อ20-30 ปีแล้วเพราะหวาดระแวงเจ้าหน้าที่รัฐ จำนวน 228 คน ซึ่งมีการคัดเลือกแล้ว เหลือเพียง 224 คน จากนั้นมีการฝึกอาชีพ พัฒนาคุณภาพชีวิต และจัดหาที่อยู่อาศัยถาวร รวมถึงพื้นที่ทำกินให้ ซึ่งตอนนี้มีคนยืนยันให้รัฐช่วยแล้วจำนวน 105 คน โดยเบื้องต้นรัฐมีแนวคิดใช้พื้นที่หมู่บ้านจุฬาภรณ์ 12 ส่วนที่เหลือจะกลับไปอาศัยบ้านญาติของตนเอง อย่างไรก็ตามขณะนี้แม่ทัพภาคที่ 4 ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาในเรื่องนี้ เนื่องจากมีกระแสข่าวคนในพื้นที่ต่อต้าน เพราะมีความเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย แต่คนที่จะไปอยู่นี้มีแต่คนแก่และเด็ก และตอนนี้ยังไม่ได้ไปอยู่จริง

อสังหาฯลักชัวรีแกร่ง คอนโด บ้านหรูขายพุ่ง ภูเก็ต-พัทยาแรงไม่แผ่ว
17 ต.ค. 2569 | 7:37
'ห้างเซ็นทรัล–เซ็นทรัล เอ็มบาสซี' ต้อนรับคณะคู่สมรส IMF–World Bank 2026 สัมผัสประสบการณ์ Thai Heritage, Global Standards
16 ต.ค. 2569 | 18:50
แอสเซทไวส์ส่ง25คอนโด5พันยูนิตร่วมบ้านคนละหลัง PLUSดอกเบี้ยเริ่ม 2.6%
16 ต.ค. 2569 | 17:43


