วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ร้องกองปราบลุย 'บ.ขายตรง' หลอกลงทุน คาดเหยื่ออื้อเสียหาย120ล้าน

บุกกองปราบจี้ลุย "บริษัทขายตรง" สุดฉาว หลอกลงทุนหลักพันได้เงินล้าน เผยมีคนตกเป็นเหยื่อ200ราย คาดเสียหาย120ล้าน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 29 ม.ค. ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายยรรยง ดิษกร อายุ 61 ปี ชาว.ฉะเชิงเทรา พร้อมด้วยกลุ่มผู้เสียจากการหลอกลงทุนกองทุนจัดการหนี้สิน เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ ร.ต.อ.วิชิต ผังดี รองสว. (สอบสวน) กก2 บก.ป. เพื่อดำเนินคดีกับบริษัทขายตรงแห่งหนึ่ง ในข้อหา “ฉ้อโกงประชาชน ”หลังหลอกให้ประชาชนร่วมลงทุนและอ้างว่าจะได้ผลตอบแทนสูง โดยนำหลักฐานเป็นเป็นคลิปเสียง ใบเสร็จการโอนเงิน และ เอกสารต่างๆ มามอบให้เจ้าหน้าที่เพื่อประกอบการพิจารณาคดี

นายยรรยง เปิดเผยว่า ตนได้ร่วมลงทุนกับบริษัทดังกล่าวตั้งแต่ต้นปี 2560 โดยทางบริษัทได้ส่งตัวแทนมาอบรมชาวบ้านที่สนใจ โดยอ้างว่าทางบริษัทจะนำเงินที่สมัครสมาชิกไปช่วยเหลือคนจน และทางบริษัทก็ยังประกอบธุรกิจขายตรง อาทิเช่น สบู่ อาหารเสริมสุขภาพ เป็นต้น ทั้งนี้การสมัครสมาชิกมีหลายแบบเริ่มต้นที่ 4,500 บาท ต่อหนึ่งสมาชิก โดยจะได้รับค่าตอบเทนวันล่ะประมาณ 45,000 บาท หรือคิดเป็นเดือนล่ะหนึ่งล้านบาท ซึ่งจะได้เงินดังกล่าวหลังจากวันสมัคร 1 เดือน นอกจากนี้ยังมีสมัครสมาชิกที่ระดับสูงขึ้นไปอีกคือการลงทุน 1 ล้านบาท ส่วนผลตอบแทนนั้นได้ 1 ล้านบาท เท่ากัน

นายยรรยง กล่าวต่อว่า หลังจากการพูดคุยรายละเอียดกับทางบริษัทตนจึงตัดสินใจสมัครสมาชิกแบบ 4,500 บาท ส่วนภรรยาตนตัดสินใจลงทุนแบบ 1 ล้านบาท เนื่องจากทางบริษัทอ้างว่าถ้าหากไม่มีใครสมัครสมาชิกในจำนวนเงิน 1 ล้านบาท ก็จะไม่การันตีผลตอบแทนของสมาชิกแบบ 4,500 บาท ซึ่งภรรยาตนจึงได้ลงทุนไปทั้งหมด 2.9 ล้านบาท ส่วนเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินจากการเอาโฉนดที่ดินไปขายฝากโดยตัวแทนของบริษัทดังกล่าวเป็นผู้พาไปขายฝาก

นายยรรยง กล่าวอีกว่า หลังจากลงทุนไปแล้วปรากฎว่า ทางบริษัทไม่ได้จ่ายเงินตอบแทนตามที่อ้างไว้ ตนพยายามทวงถามหลายครั้งก็ได้รับการบ่ายเบี่ยง จนกระทั่งเงียบหายไป ตนจึงตัดสินใจเข้าแจ้งว่าไว้ที่ สภ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งต่อมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมผู้ต้องหาได้ 2 ราย แต่ตนเองเชื่อว่ายังมีผู้ร่วมขบวนการอีก จึงอยากจะให้ทางกองปราบช่วยติดตามจับกุมเครือข่ายดังกล่าวให้ครบเนื่องจากจะได้ไม่ไปหลอกชาวบ้านคนอื่นอีก อย่างไรก็ดีขณะนี้จากการรวบรวมผู้เสียหายมีประมาณ 200 คน อยู่ในพื้นที่ จ.อ่างทอง จ.พระนครศรีอยุธยา จ.นครปฐม และจ.ฉะเชิงเทรา ส่วนความเสียหายกว่า 120 ล้านบาท

เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ได้สอบปากคำผู้เสียหายทั้งหมด และตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ที่ทางผู้เสียหายนำมามอบให้ ก่อนที่รวบรวมข้อมูลส่งให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาต่อไป