วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'กระทิงเขาใหญ่' ถูกรถบรรทุกหมูชนตายแล้ว

"กระทิงเขาใหญ่" ถูกรถบรรทุกหมูชนตายแล้ว พบปอดฉีก มีเลือดออกในปอด หัวใจ และตับ จนท.เร่งฝังซาก

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 5 ธันวาคม 2560 ส.พญ.ศุภลักษณ์ ประจันทร์ สัตวแพทย์ประจำ สำนักจัดการบริหารพื้นที่อนุรักษ์ 7 นครราชสีมา พร้อมคณะสัตวแพทย์ จนท.อุทยานฯ เขาใหญ่ ได้ช่วยกันชำแหละซากกระทิง เพศผู้ เขางาม หนักประมาณ 1.3 ตัน อายุประมาณ 5 ปี ที่ถูกรถบรรทุก 10 ล้อ บรรทุกลูกหมู พุ่งชนอย่างแรง บนถนนมิตรภาพสายเก่า อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ซึ่งได้ใช้ยาสลบยิงถึง 3 เข็ม และทำการรักษาบาดแผลเบื้องต้น ก่อนขึ้นรถบรรทุกเพื่อนำไปพักรักษาที่ หน่วยพิทักษ์อุทยานฯเขาใหญ่ (ขญ.4) คลองปลากั้ง ต.วังหมี อ.วังน้ำเขียว แต่ขณะเคลื่อนย้ายพบว่ากระทิง อาการทรุด จึงนำไปพักรักษาที่ หน่วยพิทักษ์อุทยานฯเขาใหญ่ (ขญ.3) ตะเคียนงาม ต.โป่งตาลอง อ.ปากช่อง ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 30 กม. ต่อมาช่วงเวลาประมาณ 02.00 น. กระทิงได้ตายลง

จากการชำแหละใช้เวลาประมาณ 1 ชม. พบว่ามีเลือดออกภายในตัวกระทิง และพบรอยช้ำจากการถูกรถชนด้านหน้าอกซ้าย ทำให้ปอดฉีก และมีเลือดออกในปอด หัวใจ ตับ และมีอาการเสียเลือดมาก จึงได้เก็บตัวอย่างเลือดไว้เพื่อตรวจสอบอีกครั้ง จากนั้นได้ใช้รถแบ็คโฮขุดดินขนาดกว้าง 3 เมตร ยาว 4 เมตร ลึก 3 เมตร และใช้ปูนขาวโรยที่ก้นบ่อ ก่อนยกซากกระทิงลงในก้นบ่อ โรยปูนขาวทับตัวกระทิงอีกครั้ง และใช้ดินกลบทับ เพื่อป้องกันสัตว์ป่าชนิดอื่นมาขุดคุ้ยซากกินหรืออาจส่งกลิ่นเน่าเหม็นลอยรบกวน

ส.พญ.ศุภลักษณ์ เปิดเผยภายหลังจากชำแหละซากกระทิงแล้วว่า เหตุที่กระทิงตัวนี้พยายามจะลุก แต่ลุกไม่ไหว เพราะรถชนช่วงอกฝั่งซ้าย ทำให้มีอาการหนัก ถ้าชนช่วงอื่นที่เป็นด้านหลังก็ไม่น่าจะเป็นอะไรมาก แต่จากการตรวจสอบพบว่า ปอดฉีกและมีเลือดออกในปอด หัวใจ ในตับ ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญ เสียเลือดมาก

นายกฤษติชัย สุขมังสา นายกสมาคมเครือข่ายเขาใหญ่ – ดงพญาเย็น กล่าวว่า เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ควรที่จะต้องมีการทำงานที่มากกว่านี้ในการที่จะดูแลสัตว์ป่าที่เข้ามาในเขตชุมชน ต้องมีการร่วมตรวจตราร่วมกับชาวบ้าน โดยมีการประสานงานกัน ปัจจุบันเจ้าหน้าที่กับชาวบ้านและท้องถิ่นยังขาดการประสานงานในเรื่องของการดูแลสัตว์ป่าที่ดีพอ เมื่อเกิดปัญหาก็ต่างฝ่ายต่างโทษกัน ซึ่งทางเราเคยได้เสนอแนะไปทางอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่แล้ว และมีการประชุมร่วมกันในแนวทางการหาทางป้องกันมาแล้ว แต่ไม่ได้รับการตอบรับเท่าที่ควร เพราะไม่ได้มองถึงการป้องกันรักษาสัตว์ป่า มองแต่ประโยชน์ที่จะได้รับกลับคืนมาสู่ผืนป่าแห่งนี้

เพราะฉะนั้นเจ้าหน้าที่เองก็จะต้องเร่งการทำงานที่ไม่ให้สัตว์ป่าได้รับบาดเจ็บหรือสูญหายไป เจ้าหน้าที่ต้องขอความร่วมมือจากพื้นที่ใกล้เคียงกับอุทยานฯ ช่วยกันทำงานในทุกฝ่าย เพราะชาวบ้านไม่ทำร้ายสัตว์อยู่แล้วถ้ามีความเข้าใจในการอาศัยอยู่ร่วมกัน และชาวบ้านมีความคิดที่จะช่วยกันอนุรักษ์สัตว์ป่าอยู่แล้ว จึงอยากให้เจ้าหน้าที่กลับไปประเมินการทำงานว่ามีความสามารถแค่ไหนที่จะทำให้สัตว์ป่าอยู่ในธรรมชาติของเขา ถ้าทำหน้าที่ได้ดีที่สุดในการรักษาสัตว์ปาและผืนป่าได้ดี ก็จะมีความสุขเหมือนกับชาวบ้านสุขที่ได้เห็นพื้นที่ของธรรมชาติมีความสมบูรณ์และมีสัตว์ป่าให้ได้ดู จึงขอฝากไปทางกรมอุทยานฯ และรัฐบาลรวมถึงทุกภาคส่วนมาช่วยกัน