วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

แห่จับปลาแน่นหาดหัวหิน! หลังเกิดปรากฏการณ์‘น้ำเบียด-น้ำกัน’

ชาวบ้านแห่จับปลาแน่นหาดหัวหิน หลังเกิดปรากฏการณ์ "น้ำเบียด-น้ำกัน" รองอธิบดี ทช. เผยเกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศ และสิ่งมีชีวิตในระยะสั้นไม่เกิน 2-3 วัน จะเข้าสู่สภาวะปกติ

วันนี้ 17 กันยายน 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ชายหาดหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตั้งแต่บริเวณสวนหลวงราชินี ถึงสะพานปลา ได้เกิดปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ ที่เรียกว่า น้ำเบียด เนื่องจากวานนี้มีฝนตกหนักในพื้นที่ทำให้น้ำจืดไหลลงทะเลอย่างทะเลอย่างรวดเร็ว ประกอบวันนี้ยังมีสภาพอากาศค่อนข้างปิด มืดครึ้มตลอดทั้งวัน น้ำทะเลมีสีแดงขุ่น ชาวบ้านที่คุ้นเคยกับสภาพอากาศและสีน้ำทะเลเช่นนี้ ต่างก็ทราบดีว่า เมื่อน้ำจืดไหลลงทะเลอย่างรวดเร็วในปริมารมากๆ เช่นนี้ สัตว์ทะเลจะปรับตัวไม่ทัน เกิดอาการน็อคน้ำ เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ลอยเข้าฝั่งเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านที่ทราบข่าวจำนวนมาก ต่างก็นำอุปกรณ์ เครื่องมือมือทางการประมง ไม่ว่าจะเป็น แห อวน ฉมวก สวิง ลงทะเลไปจับปลา และสัตว์น้ำ กันจนเต็มชายหาด บ้างก็กำลังสาละวนอยู่ในทะเล บ้างก็ช่วยกันแกะปลาอยู่บนชายฝั่ง ซึ่งพบว่าชาวบ้านต่างก็สามารถจับปลา กุ้ง ปู ได้กันเป็นจำนวนมาก ทั้งขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ เช่น ปลากระเบน ปลาตะกับทะเล ปลาสีกุน ปลาเก๋า ปลากด ปลาสลิด ปลาสร้อย ปลากะพงทะเล ปลาโฉมงาม ปลาเกร็ดข้าวเม่า ปลาเห็ดโคน และฉลาม เป็นต้น บางคนนำอวนมาล้อม ได้ปลาน้อยใหญ่มาเกือบเต็มลำเรือ

นายสุรชัย บุญทวี อายุ 45 ปี ชาวตำบลหินเหล็กไฟ กล่าวว่า ทราบข่าวจากเพื่อนๆ ว่าทะเลหัวหิน เกิดปรากฎการณ์ น้ำเบียด จึงพาครอบครัวและญาติ นำแหออกมาจับปลาตั้งแต่ช่วงสายวันนี้ ซึ่งได้ปลาจำนวนมาก ก็จะแจกจ่ายแบ่งกันไปทำกับข้าวในหมู่เครือญาติ หากเหลือก็จะนำไปทำปลาเค็มเก็บไว้กิน

นายชัยวัฒน์ รอดพันธ์ อายุ 45 ปี ชาวตำบลหัวหิน กล่าวว่า ชาวทะเลต่างทราบดีว่า ในทุกปีจะเกิดปรากฎการณ์น้ำเบียด ไม่มากก็น้อย สำหรับปีนี้มีน้ำจืดไหลลงทะเลอย่างรวดเร็วในปริมาณมาก ทำให้สัตว์ทะเลไม่สามารถปรับตัวได้ลอยเข้าชายฝั่งจำนวนมาก คนที่ทราบข่าว หรือเฝ้ารอปรากฏนี้อยู่ก็จะนำเครื่องมือออกมาจับปลากัน สำหรับตนก็ชักชวนเพื่อนๆ และญาติมาช่วยกันจับปลาได้กว่าร้อยกิโลกรัม ก็จะคัดแยกกันไปตามชนิดและขนาด สำหรับปลาตัวใหญ่ก็จะนำไปแบ่งกัน ทำกับข้าว หรือขายกันในหมู่บ้านในราคากันเอง ส่วนปลาตัวเล็กๆ ก็จะนำไปทำปลาเค็ม บางคนก็มาขอไปทำปลาร้า ซึ่งตนก็แจกจ่ายแบ่งปันให้ชาวบ้านที่มาขอกันไปคนละเล็กคนน้อยแบบฟรี ถือเป็นโชคดีที่ได้กินอาหารทะเล ซึ่งทราบกันดีว่ามาราคาแพง

นายอัมพร ถิ่นนาให อายุ 53 ปี ชาวหัวหิน กล่าวว่า ปรากฎการณ์น้ำเบียด จะเกิดขึ้น ครั้งละ 1- 2 วันเท่านั้น ชาวเลต่างก็เฝ้ารอปรากฎการณ์น้ำเบียด เนื่องจากไม่เกิดขึ้นมา 2 ปีแล้ว วันนี้เมื่อทราบข่าว นำแหมาดักปลาตั้งแต่ช่วงสายๆ วันนี้ได้ปลามาเยอะพอสมควร มีกุ้ง และปูม้า ติดมาด้วยหลายกิโลกรัม โชคดีจังหวะที่ลงไปได้ปลาตัวใหญ่ๆ มาด้วยหลายตัว ถือว่าฟลุคมาก ทั้งนี้จากการตรวจดูปลาที่ชาวบ้านและตนเองจับมาได้ ก็ยอมรับว่าปีนี้มีปลาน็อคน้ำจำนวนมากจริงๆ เพราะมีปลาน้ำลึก หรือปลาที่หากินในชั้นพื้นดินไต้ทะเลติดขึ้นมาด้วย เช่นปลานกแก้ว ปลากะพงดำ ปลาหนวดคราม ปลาครุท และปลาสบู่ ซึ่งชาวทะเลต่างรู้ดีว่าเป็นปลาหายาก หากลอยขึ้นมาให้จับได้โดยง่าย ก็แสดงว่า สภาพน้ำทะเลขาดออกซิเจน ก็น่าเป็นห่วงจะสามารถกลับเข้าสู่ภาวะเดิมได้โดยเร็วหรือไม่

ด้านนายโสภณ ทองดี รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กล่าวว่าหลังจากได้รับแจ้งจากเครือข่ายกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.)ในพื้นที่อำเภอหัวหิน และได้ส่งภาพถ่ายกลับมาให้ตรวจสอบ ซึ่งเบื้องต้นให้ทางนักวิชาการของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.) ยืนยันว่าเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ อย่างหนึ่งของทะเลบริเวณปากแม่น้ำ ยิ่งมีความขุ่นของตะกอนดินมากก็ยิ่งสังเกตเห็นขอบเขตได้อย่างชัดเจน ซึ่งบางครั้งอาจพบลักษณะขอบเขตนี้ คือน้ำทะเลปะทะน้ำกร่อย และน้ำกร่อยปะทะน้ำเค็ม แต่ด้วยความขุ่นของตะกอนดินอาจทำให้ไม่สามารถแยกเขตระหว่างน้ำจืด และน้ำกร่อย การผสมกันระว่างชั้นน้ำบริเวณปากแม่น้ำในช่วงน้ำหลากมากนั้นเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป

การแบ่งขั้นของน้ำจึงคงอยู่เป็นระยะเวลายาวนาน มวลน้ำชั้นล่างซึ่งไม่ได้รับแสงแดดแพลงก์ตอนพืชไม่สามารถสังเคราะห์แสง และเติมออกซิเจนให้กับน้ำได้ เมื่อถูกใช้ในกระบวนการหายใจของสัตว์น้ำได้มากขึ้น ออกซิเจนในน้ำจะยิ่งลดลงจนเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำหน้าดิน โดยเฉพาะที่อาศัยใกล้ชายฝั่งได้ นอกจากนี้น้ำเบียดที่เป็นทั้งน้ำเสียจากแม่น้ำเอง และที่เกิดจากน้ำเปลี่ยนสี สามารถผลักดันหรือกวาดต้อนฝูงสัตว์น้ำให้หนีไปรวมกันตามแนวเขตได้ หรืออาจทำให้สัตว์น้ำที่หนีไม่ทันตายได้ ดังนั้นลักษณะของ“น้ำเบียด-น้ำกัน” เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตในระยะสั้นไม่เกิน 2-3 วัน ก็จะเข้าสู่สภาวะปกติและขึ้นอยู่กับคลื่นลมบริเวณดังกล่าวด้วย