"สิบเอก" สารภาพบีบคอ "น้องพลอย" จนสื้นใจ ก่อนนำไปเผาอำพราง เผยเหตุทะเลาะกันรุนแรงเพราะฝ่ายหญิงไม่ยอมไปอยู่ด้วยกัน
จากกรณีเมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2557 เวลาประมาณ 23.00 น. พงส.สภ.ท่าเรือ ได้รับแจ้งจากนางสาวพัชรี ปั้นทอง อยู่บ้านเลขที่99/10หมู่7ต.จาป่า อ.ท่าเรือ จว.พระนครศรีอยุธยา แจ้งว่า บุตรสาวชื่อ นางสางพลอยนรินทร์ ผลิผล อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่เดียวกัน ได้หายไปจากหน้าบริษัทเจริญโภคภัณฑ์(ซีพีเอฟ)จากัด ถ.ท่าเรือ-ท่าลาน หมู่ที่7ต.จาปา อ.ท่าเรือ จว.พระนครศรีอยุธยา หลักเลิกงาน ตั้งแต่เวลาประมาณ20.10น.ไม่สามารถติดต่อทางโทรศัพท์ได้ และพบโซ่สาหรับคล้องล็อครถจักรยานตอกอยู่พร้อมกุญแจ ซึ่งเป็นบริเวณฝั่งตรงข้ามถนนกับบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ฯ นางสาวพัชรีฯ มารดา จาได้ว่าเป็นโซ่สาหรับคล้องรถจักรยานของบุตรสาว ซึ่งบุตรสาวใช้รถจักรยานขี่ไปทางานทุกวัน เจ้าหน้าที่ตารวจจึงได้ติดต่อเจ้าหน้าที่ของบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ฯ เพื่อขอดูกล้องวงจรปิดจุดบริเวณหน้าบริษัท พบว่า เมื่อเวลาประมาณ20.10น.มีภาพของนางสาวพลอยนรินทร์ฯ ขี่รถจักรยานออกจากหน้าบริษัทฯ เลี้ยวขวามุ่งหน้าถนนท่าเรือ-ท่าลาน จากนั้นกล้องวงจรปิดจับภาพไม่ได้ จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตารวจ ทราบว่า ผู้ก่อเหตุ คือ ส.อ.พลกฤต วิเศษ หลังเกิดเหตุได้หลบหนีไป และศาลได้อนุมัติหมายจับไว้แล้ว
ความคืบหน้า เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 14 ส.ค. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจ.อยุธยา แจ้งว่า หลังจากเจ้าหน้าที่สืบทราบว่า คนร้ายไปหลบซ่อนตัว ที่บ้านของ น.ส.ชุติกานต์ อุทัยอ่วม ที่บ้านเลขที่ 203 ม.1 ต.หนองไม้ไผ่ อ.หนองบุญนาก จว.นครราชสีมา ซึ่งน่าเชื่อว่าเป็นภรรยาคนปัจจุบันของ ส.อ.พลกฤต แล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจ นำโดย พ.ต.อ.ณพล กลัดเข็มเพชร รองผบก.ภ.พระนครศรีอยุธยา พ.ต.อ.ภัทรภัทร นุชยวง ผกก.สส.ภ.จว.ฯ ตำรวจชุดสืบสวน สภ.ท่าเรือ,บก.สส.ภ.1 ได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.หนองบุญนาก จว.นครราชสีมา เพื่อพาไปบ้านของ น.ส.ชุติกานต์ ซึ่งเชื่อว่า ส.อ.พลกฤต จะมาพักอาศัยที่บ้านของน.ส.ชุติกานต์ โดยเข้าไปปิดล้อมตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค.เวลาประมาณ 15.30 น. แค่ ส.อ.พลกฤต ไหวตัวหลบหนีโดยกำลังยังปิดล้อมอยู่จนกระทั่ง วันที่ 13 ส.ค. ได้รับการประสานจากทางผู้บังคับบัญชาระดับสูง ให้ตำรวจกระจายกำลังออกห่าง จนกระทั่งมีรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าฟอร์จูนเนอร์ ซึ่งเป็นญาติและทหารมาตะโกนเรียน ให้ส.อ.พลกฤต ขึ้นรถดังกล่าวขับออกไป โดยมีกำลังของตำรวจติดตามไปยังค่ายทหารสุรธรรมพิทักษ์ จ.นครราชสีมา
แหล่งข่าวที่ติดตามคดีนี้ เปิดเผยกับทีมข่าวเนชั่นฯ ถึงนาทีการเข้าจับกุม ว่า ตำรวจชุดสืบสวน ภจว.พระนครศรีอยุธยา และกำลังทั้งหมดที่ปิดล้อมอยู่เป็นเวลา 3 วันได้กระจายกำลังออกห่างบ้านดังกล่าวตั้งแต่เวลาประมาณ 14.00 น.ของวันที่ 13 ส.ค. เนื่องจากมีโทรศัพท์จากผู้บังคับบัญชาระดับสูง ให้ตำรวจถอยห่างออกจากบ้าน เพื่อให้ญาติและเพื่อนทหารเข้าไปเกลี้ยกล่อม นำตัวของ ส.อ.พลกฤต ที่หลบซ่อนอยู่ออกมาจากบ้าน หลังจากที่ตำรวจถอยห่างออกมา ได้มีรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าฟอร์จูเนอร์ วิ่งเข้ามาบริเวณบ้าน จากนั้นมีทหารสองนาย พร้อมญาติของ ส.อ.พลกฤต ลงจากรถไปตะโกนเรียกให้ ส.อ.พลกฤต ออกมาจากที่ซ่อนหลังบ้าน และทันที ที่ส.อ.พลกฤต ออกมาพบกับทหารก็ขึ้นรถทันที ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ พยายามขอเข้าไปถ่ายภาพและพูดคุย แต่ทางทหารให้ขับรถตามไปยังค่ายสุรธรรมพิทักษ์ จ.นครราชสีมา โดยในค่ายดังกล่าวมี พล.ต.ต.สุทธิ พ่วงพิกุล ผบก.ภ.พระนครศรีอยุธยา ร่วมสอบสวนเบื้องต้น
ส.อ.พลกฤต ยอมเปิดปากสารภาพว่าได้ไปรับ น.ส.พลอยนรินทร์ จากหน้าโรงงาน นำตัวขึ้นรถ พร้อมจักรยานของน.ส.นรินทร์ด้วย ระหว่างทางทั้งสองนั่งคู่กันมา ได้มีการพูดคุยอ้อนวอนในเรื่องของการไปอยู่ด้วยกัน โดย ส.อ.พลกฤต ยอมที่จะออกจากราชการทหาร แต่ น.ส.พลอยนรินทร์ไม่ยอมคุยดี และมีปากเสียงกันรุนแรง จนน.ส.พลอยนรินทร์ ชักอาวุธมีดแบบพับขนาดเล็ก ออกมาแทงเข้าที่แขนซ้ายของ ส.อ.พลกฤต จนได้รับบาดเจ็บ จากนั้นส.อ.พลกฤต จึงเกิดความโมโหแย่งมีดแล้วบีบคอจน น.ส.พลอยนรินทร์ ขาดใจตาย แล้วจึงขับรถต่อกลับเข้าไปที่ค่ายเพื่อหายางรถยนต์จำนวน 3 เส้น น้ำมันเบนซินจำนวน 3 ขวด ขับออกไปทาง ร.ร.แก่งคอย ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ ส.อ.พลกฤต เคยเรียน จนกระทั่งไปเผาทำลายศพที่เขตพื้นที่ สภ.หินซ้อน จ.สระบุรี ดังกล่าว




