สำนักชลประทานที่ 8 นครราชสีมา ร่วมกับจ.บุรีรัมย์ ใช้รถแบ็กโฮเจาะตัดถนนเชื่อมต่อ 2 จังหวัด เร่งเปิดช่องทางระบายมวลน้ำเหนือก้อนใหญ่ลงสู่ลำน้ำมูล ป้องกันน้ำทะลัก
สำนักงานชลประทานที่ 8 นครราชสีมา ร่วมกับหลายหน่วยงานในจังหวัดบุรีรัมย์ ใช้รถแบ็กโฮขุดเจาะตัดถนนเชื่อมต่อ 2 จังหวัด ระหว่างบ้านกระเบื้องนอก อ.เมืองยาง จ.นครราชสีมา กับบ้านบุ่งเบา อ.พุทไธสง จ.บุรีรัมย์ ลึก 1.50 เมตร ยาว 30 เมตร เพื่อเปิดช่องทางระบายมวลน้ำเหนือมหาศาล ที่ไหลมาจากหลายอำเภอของ จ.นครราชสีมา มารวมกับน้ำลำสะแทด ที่กำลังเอ่อท่วมขังไร่นา บ้านเรือนราษฎรในพื้นที่ อ.เมืองยาง และ อ.พุทไธสง ให้ไหลลงสู่ลำน้ำมูล ซึ่งจากการประเมินคาดว่ามวลน้ำดังกล่าวมีปริมาณมากกว่า 130 ล้านลูกบาศก์เมตร หากปล่อยให้ระบายเองตามธรรมชาติจะใช้ระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 10 วัน ซึ่งจะทำให้พื้นที่การเกษตรของเกษตรกรได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง แต่หากมีการเจาะตัดถนนเปิดช่องทางระบายน้ำ จะสามารถระบายลงสู่ลำน้ำมูลเข้าสู่สภาวะปกติได้ภายใน 4-5 วัน
อีกทั้งยังป้องกันไม่ให้มวลน้ำดังกล่าวไหลหลากเข้าไปท่วมบ้านเรือนราษฎร ในพื้นที่ อ.พุทไธสง และ อ.เมืองยาง ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างด้วย ซึ่งที่ผ่านมา อ.พุทไธสง และ อ.นาโพธิ์ ได้รับผลกระทบจากมวลน้ำที่ไหลมาจากลำพังชู จ.มหาสารคาม หลากเข้าท่วมไร่นา และบ้านเรือนราษฎรหลายหมู่บ้าน ซึ่งขณะนี้น้ำได้เริ่มลดระดับลงหลังทางเทศบาลได้นำเครื่องสูบน้ำเร่งสูบระบายน้ำลงสู่คลองอีสานเขียวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการใช้โดรนสำรวจภาพมุมสูงพบว่ามวลน้ำเหนือที่ไหลมาจาก จ.นครราชสีมา ได้หลากเข้าท่วมพื้นที่การเกษตร และถนนเชื่อมต่อหมู่บ้าน ตำบลเป็นวงกว้างแล้ว
นายชิตชนก สมประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 8 กล่าวว่า การขุดเจาะถนนเพื่อเปิดช่องระบายน้ำในครั้งนี้ ได้รับความเห็นชอบจากนายอนุสรณ์ แก้วกังวาล ผู้ว่าราชการจ.บุรีรัมย์ เพื่อเร่งระบายมวลน้ำเหนือที่ไหลมาจากหลายอำเภอของจ.นครราชสีมา มารวมกับลำสะแทด ลงสู่ลำน้ำมูลให้เร็วที่สุดเพื่อลดผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมให้ประชาชน เชื่อว่าหากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่มเติมอีก ก็จะสามารถระบายมวลน้ำดังกล่าวลงสู่ลำน้ำมูลได้ภายใน 4-5 วัน




