"ยาง" คือชีวิตคนใต้ ถึงราคาตกแค่ไหนก็ไม่ทิ้งกัน
คนงานโรงงานผลิตยางแผ่นรมควันชั้น 3 ของเอกชนแห่งหนึ่งใน ต.วังใหญ่ อ.เทพา จ.สงขลา กำลังเก็บและใช้กรรไกรตัดเศษยางบางส่วนที่มีขยะปลอมปนทิ้ง หลังนำออกมาจากโรงอบหรือโรงรมยางแผ่นจนแห้งสนิทมาเป็นเวลา 4 วัน ซึ่งเป็นงานปกติที่ต้องรักษามาตราฐานของยางก่อนส่งขายอีกทอดหนึ่ง เพื่อนำรายได้มาเป็นต้นทุนหมุนเวียนในการรับซื้อน้ำยางวันต่อไป ตลอดระยะเวลากว่า 1 เดือนที่ผ่านมา
ราคายางพาราทั้งน้ำยางสดและยางแปรรูปจะลดลงเกือบ 20 บาทต่อกิโลกรัม จนสร้างผลกระทบเป็นวงกว้างเนื่องจากประชาชนมีรายได้ไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพที่นับวันจะสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดความวิตกว่าราคายางพาราจะลดลงเหลือแค่ 3 กิโลกรัมต่อ 100 บาทอีกครั้งหนึ่งดั่งเช่นปีที่ผ่านๆมา โดยเฉพาะผู้รับซื้อน้ำยางสดมาแปรรูปเป็นยางแผ่นรมควันชั้นดีอีกทอดหนึ่ง ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายเป็นอย่างมาก แม้ต้องอิงราคารับซื้อของตลาดกลางยางพาราหาดใหญ่ เป็นหลักแต่ ในความเป็นจริงต้องพยุงส่วนต่างให้พออยู่กันได้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายน้ำยาง โดยต้องประคับประคองกันไปในช่วงนี้ แม้การนำน้ำยางดิบมาแปรรูปเป็นยางแผ่นรมควันจะมีต้นทุนในการผลิตสูงก็ตาม
นายทัย วัชระ เจ้าของโรงงานผลิตยางแผ่นรมควันชั้น 3 บอกว่า นับตั้งแต่ราคายางพาราตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย ทำให้ต้องเก็บยางเอาไว้ในโกดังเกือบ 10 ตัน เพื่อคอยระบายออกขายในช่วงที่ราคายางขยับขึ้น แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีวี่แววซ้ำยังราคาดิ่งลงทุกวัน ทำให้เขาต้องตัดสินใจนำยางบางส่วนออกขายและยอมรับสภาพขาดทุน เพราะหากเก็บไว้นานเกินไปยางแผ่นที่ซ้อนทับกันมากๆและนานๆจะทำให้เกิดเชื้อรา ราคาจะลดต่ำลงมาอีก และที่สำคัญคือเงินที่ต้องนำมาเป็ค่าใช้จ่ายในการประกอบการในแต่ละครั้ง
"แม้ว่าน้ำยางที่รับซื้อจะเป็นของเครือญาติเสียส่วนใหญ่ แต่ก็ยังมีของชาวสวนยางรายย่อยในหมู่บ้านอีกจำนวนมากนำมาขายที่นี่ด้วย ฉะนั้นจึงต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อความอยูรอดในยามภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองเช่นนี้ แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เกษตรกรชาวสวนยางได้รับผลกระทบยามที่ราคายางตกต่ำ แต่ครั้งนี้นับว่าหนักและสับสนกันมาก เพราะไม่รู้ว่าอีกเมื่อไหร่ราคายางจะฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เพราะผ่านมากว่าหนึ่งเดือนแล้ว ก็ยังไม่มีวี่แวว"
นายทัย เล่าให้ฟังต่อว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นจนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริงว่าทำไมอยู่ดีๆราคายางถึงร่วงได้ขนาดนี้จะอาจเป็นเพราะกลุ่มเอกชนยักษ์ใหญ่ในวงการยางเก็งกำไรยางในตลาดล่วงหน้าส่งผลให้กลไกการตลาดบิดเบี้ยว หรือจะเป็นเพราะการส่งออกของประเทศมีปัญหากันแน่ ซึ่งก็ไม่มีใครตอบให้ชาวสวนยางได้รู้ แต่ที่แน่ๆในช่วงที่ผ่านมากลุ่มเกษตกรชาวสวนยางพาราในหลายพื้นที่เดือดร้อนมาก จนวันนี้ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องออกมาช่วยเหลือด้วยการแทรกแซงราคา โดยราคาน้ำยางสดน่าจะอยู่ที่กก.ละ 60 บาท จะทำให้ชาวสวนยางพออยู่ได้ และจะเป็นการช่วยเหลือเร่งด่วนที่เข้าถึงทุกครัวเรือน เพราะมาตรการอื่นๆที่รัฐบาลเตรียมจะช่วยเหลือ เช่น ขยายเวลาการชำระเงินกู้ให้ ธกส.และมาตรการช่วยเหลือชาวสวนที่ตกค้างประมาณ 11,460 ครัวเรือน ในอัตราไร่ละ 1,500 บาท เป็นการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเท่านั้น
แต่ถึงอย่างไรก็ตามชาวสวนยางในภาคใต้ ก็ต้องปลูกยางกันต่อไป แม้ราคาจะผันผวนอยู่ตลอดเวลาเพราะ ยางคือชีวิต ที่แยกกันไม่ออกกับความเป็นคนใต้ แม้ คนจำนวนมากจะหันไปปลูกปาล์มน้ำมัน หรือพืชเศรษฐกิจอายุสั้นอย่างอื่นที่สร้างรายได้เสริมและก็ตาม





