วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

(สกู๊ป) ย้อนรอยยอดดาวยิงแห่งรั้วตราหมี

แอตเลติโก มาดริด ที่แม้ซีซั่นนี้ผลงานจะดูตกลงไป แต่ทีมจากเมืองหลวงของสเปนแห่งนี้ก็ไม่เคยขาดแคลนยอดดาวยิงแม้แต่ยุคสมัยเดียว

หากเอ่ยถึงสโมสรที่เป็นแหล่งรวมของบรรดาจอมล่าตาข่ายคงไม่มีทีมไหนเกินหน้า แอตเลติโก มาดริด ที่แม้ซีซั่นนี้ผลงานจะดูตกลงไป แต่ทีมจากเมืองหลวงของสเปนแห่งนี้ก็ไม่เคยขาดแคลนยอดดาวยิงแม้แต่ยุคสมัยเดียว และวันนี้จะพาย้อนไปดู 5 ดาวยิงที่ถูกยกให้เป็นจอมถล่มประตูที่ดีที่สุดแห่งถิ่นบิเซนเต กัลเดรอน กันอีกครั้งว่าจะมีใครกันบ้าง

ราดาเมล ฟัลเกา (2011-13)
ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในกองหน้าที่ดีที่สุดในเวลานั้น โดยประสบความสำเร็จมาแล้วทั้งในเวทีอเมริกาใต้และยุโรป กระทั่งถูกแอตเลติโก มาดริด ดึงตัวจากปอร์โต มาร่วมทีมเมื่อปี 2011 ด้วยค่าตัวสูงถึง 40 ล้านยูโร (ราว 1,500 ล้านบาท) หลังฉายแววยิงไป 72 ประตู จาก 87 นัดที่ลงสนามให้ทีมโปรตุเกสตลอด 2 ฤดูกาล
ฟัลเกา กลายมาเป็นนักเตะค่าตัวแพงที่สุดของทีมและประสบความสำเร็จทันทีด้วยการคว้าแชมป์ยูโรปา ลีก เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกันสำหรับตัวเขาเองพร้อมกับคว้ารางวัลรองเท้าทองคำของทัวร์นาเมนต์มาครอง โดยฤดูกาล 2012/13 เป็นอีกซีซั่นที่น่าจดจำเมื่อทำประตูได้ในเกมพบบาร์เซโลนา และเรอัล มาดริด ในลีก ก่อนที่จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ทีมคว้าแชมป์โกปา เดล เรย์ เหนือทีมคู่ปรับร่วมเมือง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่เขาคว้าแชมป์ภายในประเทศร่วมกับทีมตราหมี รวมแล้วลงเล่นไป 86 เกม ยิงให้ทีมไปทั้งหมด 68 ประตู

เซร์คิโอ อเกวโร (2006-2011)
โทนี มูญอซ สปอร์ต ไดเรคเตอร์ ของทีมเป็นผู้คนพบเพชรเม็ดงามรายนี้ในทัวร์นาเมนต์ชิงแชมป์เยาวชนรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี กระทั่ง มิเกล อังเคล กิล ซีอีโอของสโมสรตัดสินใจทุ่มเงินจำนวน 23 ล้านยูโร (ราว 857 ล้านบาท) ให้กับอินดิเพนเดนเต ในลีกอาร์เจนตินนา เพื่อเป็นค่าตัวของดาวยิง วัยเพียง 17 ปี ให้ย้ายสู่ถิ่นบิเซนเต กัลเดรอน ในปี 2006
แม้ต้องประสบปัญหาการปรับตัวในช่วงแรกแต่พอขึ้นปีที่สองหลังทีมเสีย เฟร์นานโด ตอร์เรส ให้กับ ลิเวอร์พูล ทำให้ อเกวโร ก้าวขึ้นมาเป็นเสาหลักในแดนหน้าของทีม ด้วยวัยเพียง 19 ปี และในฤดูกาล 2009-10 สามารถพาทีมคว้าแชมป์ยูโรปา ลีก มาครองได้สำเร็จ หลังเอาชนะ ฟูแลม 2-1 ในช่วงต่อเวลา ซึ่งเขาเป็นคนผ่านบอลให้เพื่อนร่วมทีมทำประตูทั้ง 2 ลูก
ฤดูกาล 2010-11 เป็นฤดูกาลที่เขาประสบความสำเร็จมากที่สุด โดยยิงได้ถึง 20 ประตูใน ลา ลีกา ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในชีวิตการค้าแข้งของเขาและครองดาวซัลโวสูงสุดของทีม เบ็ดเสร็จลงเล่นให้ทีม 199 นัด ยิง 83 ประตู กระทั่งถูก แมนเชสเตอร์ ซิตี กระชากตัวไปร่วมทีม ด้วยค่าตัว 45 ล้านยูโร (ราว 1,670 ล้านบาท) และเป็นดาวยิงที่รับค่าเหนื่อย 220,000 ปอนด์ (ราว 9.6 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์ สูงสุดในทีมอยู่ในเวลานี้
ดิเอโก คอสตา (2010-2014)
ก่อนจะมาสร้างชื่อบนเวทีพรีเมียร์ลีกกับเชลซี ดาวยิงเชื่อสายบราซิลซึ่งมี ดิเอโก มาราโดนา เป็นนักเตะในดวงใจ เคยเป็นขวัญใจแห่งถิ่นบิเซนเต กัลเดรอน มาก่อน โดยช่วงแรกเจ้าตัวรับบทบาทเป็นอะไหล่ในแดนหน้าให้กับทีมรองจาก เซร์คิโอ อเกวโร และ ดิเอโก ฟอร์ลัน แต่หลังจากดาวยิงทั้งสองรายย้ายออกไป คอสตา ก็สามารถขึ้นมารับบทดาวยิงตัวหลักได้ทันที หลังทำไป 53 ประตู จาก 100 เกมที่ลงเล่น แม้พลาดท่าเข้าป้ายเพียงตำแหน่งรองแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เมื่อปี 2014 แต่ผลงานพาทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุด ในรอบ 18 ปี ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของกองหน้ารายนี้ซึ่งกำลังจะเป็นหัวหอกที่ได้รับค่าแรงสูงสุดในโลก 650,000 ปอนด์(ราว 28 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์ หากตัดสินใจโยกไปค้าแข้งในไชนีส ซูเปอร์ลีก

อองตวน กรีซมันน์ (2014-ปัจจุบัน)
จอมถล่มประตูรุ่นล่าสุดที่เนื้อหอมที่สุดในเวลานี้ สำหรับดาวยิงชาวฝรั่งเศสดีกรีรองแชมป์ยุโรป ตอนที่ย้ายมาอยู่ในถิ่นบิเซนเต้ กัลเดรอน เมื่อซัมเมอร์ปี 2014 ด้วยค่าตัว 30 ล้านยูโร (ราว 1,100 ล้านบาท) หลังซัดไป 40 ประตูจาก 141 นัดให้กับเรอัล โซเซียดาด
กรีซมันน์ ถูกคาดหวังว่าจะเข้ามาแทนที่ ดิเอโก คอสตา ที่ย้ายไปอยู่เชลซี และเจ้าตัวก็ไม่ทำให้แฟนๆผิดหวังเมื่อโชว์ฟอร์มถล่มประตูอย่างต่อเนื่องจน ดิเอโก ซิเมโอเน กุนซือคนปัจจุบันยกให้เป็นศูนย์หน้าที่ดีที่สุดบนเวทีลา ลีกา สเปน แม้ต้องรับบทพระรองเมื่อแพ้นัดชิงชนะเลิศในถ้วยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เมื่อปี 2014 และยูโร 2016 แต่เขาก็ได้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมจากทั้ง 2 ทัวร์นาเมนต์ และได้รับการโหวตจากการยิงประตูในฟุตบอลยูโรได้มากที่สุดนับตั้งแต่ มิเชล พลาตินี่ ทำได้ในปี 1984
กรีซมันน์ ยิงประตูให้แอตเลติโก มาดริด ในซีซั่น 2015-16 รวมทุกรายการไปทั้งหมด 32 ประตูจากการลงสนาม 54 นัด ส่วนในซีซั่นนี้ก็ยิงรวมกันไปแล้ว 27 ประตูจากการลงสนาม 55 นัด พร้อมกับทำสถิติเป็นนักเตะฝรั่งเศสคนที่ 2 ที่ยิงได้ถึง 100 ประตูในลีกสูงสุดสเปน ต่อจากคาริม เบนเซมา

เฟร์นานโด ตอร์เรส (2001-2007) และ (2015-ปัจจุบัน)
ถือเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดของ แอตฯ มาดริด หลังจากเติยบโตขึ้นมาในฐานะเยาวชนของทีม โดยศูนย์หน้าเจ้าจองฉายา“เอล นินโญ” อยู่กับทีมมาตั้งแต่อายุ 15 ปี ก่อนประเดิมสนามในลา ลีกา สเปน ขณะที่อายุได้เพียง 18 ปี และเพียงแค่ซั่นแรก 2002-03 บนลีกสูงสุด เจ้าตัวฉายแววยอดดาวยิงทันที เมื่อซัดไป 13 ประตู จาก 29 นัด ขณะที่ฤดูกาลถัดมายิงไปอีก 19 ประตู จากการลงสนาม 35 นัด ครองดาวซัลโวอันดับ 3 ของลีกในปีนั้น เบ็ดเสร็จลงเล่นให้ทีมตราหมีไป 7 ฤดูกาล ยิงไป 84 ประตู จาก 214 เกม ก่อนถูก ราฟาเอล เบนิเตซ ซื้อตัวไปร่วมทัพ ลิเวอร์พูล ในปี 2007 ด้วยค่าตัว 22 ล้านยูโร (ราว 820 ล้านบาท)
หลังย้ายไปเผชิญโชคยังต่างแดนเจ้าตัวยังรักษาฟอร์มถล่มประตูไว้ได้อย่างต่อเนื่อง แต่การตัดสินใจย้ายไปอยู่กับ เชลซี ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ฟอร์มถล่มประตูของเขาตกลงไปและไม่เคยกลับมาเหมือนเดิมอีกเลย จนต้องโยกไปอยู่กับ เอซี มิลาน ในเวลาต่อมา กระทั่งย้ายกลับสู่ถิ่นบิเซนเต กลัเดรอน ในปี 2015 และการย้ายมาเล่นให้ทีมตราหมีเป็นคำรบที่สองจะไม่เปรี้ยงปร้างเหมือนเก่า แต่ในวัย 33 ปี เจ้าตัวก็ถูกบันทึกว่าเป็นดาวยิงที่ซัดให้แอตฯมาดริด ครบ 100 ประตูไปแล้ว

ฤดูกาลนี้ลูกทีมของ ซิเมโอเน แทบไม่เหลือโอกาสลุ้นความสำเร็จใดๆแล้ว แม้จะมีศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบรองชนะเลิศ กับ เรอัล มาดริด คู่ปรับร่วมเมืองรอยู่ในคืนนี้ (10 พ.ค.) แต่ด้วยสกอร์นัดแรกที่บุกไปแพ้มาก่อน 0-3 ทำโอกาสผ่านเข้าชิงชนะเลิศนั้นแทบเป็นศูนย์
อย่างไรก็ตามด้วยทีมงานและแมวมองที่แข็งแกร่งของพวกเขาก็น่าจะทำให้อุ่นใจได้ว่าสโมสรแห่งนี้จะไม่มีวันปราศจากยอดดาวยิงขึ้นมาประดับวงการเพื่อไล่ล่าความสำเร็จให้ได้อีกครั้งอย่างแน่นอน