ปส.ล่อซื้อยาบ้า 4 แสนเม็ด รวบยกแก๊ง นายโจ-สมุน รวม 6 คน เครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่
พล.ต.ต.ดุษฎี ชูสังกิจ ผบก.ปส.4 บช.ปส. พร้อมด้วย พ.ต.อ.วัชระ ทิพย์มงคล พ.ต.อ.อานันทพงศ์ เชิดเกียรติกุล รอง ผบก.ปส.4 พ.ต.อ.ยุทธนา พฤกษารุ่งเรือง ผกก.1 บก.ปส.4 พ.ต.ท.พิชัย ธนาอัศวพันธ์ รอง ผกก.1 บก.ปส.4 พ.ต.ท.พิชญุตม์ เกียรติกิตติคุณ รอง ผกก.1 พ.ต.ท.ธีร์ทัศน์ ปานโต สว.กก.1ฯ พ.ต.ท.ธิติสรรค์ อุทธนผล สว.กก.1 พ.ต.ต.มนตรี เอี่ยมรัมย์ สว.กก.3 บก.ปส.4 ปฏิบัติหน้าที่ สว.กก.1 บก.ปส.4 พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.1 บก.ปส.4 สนธิกำลังร่วมกับ กก.สส.ภ.จว.เพชรบุรี สภ.โคกขาม และ เจ้าพนักงาน ป.ป.ส.ภาค 7 ร่วมกันจับกุมตัวผู้ต้องหาคดียาเสพติดจำนวน 6 คน ประกอบด้วย นายจักกรี หรือป้อง อุ่นสำราญ อายุ 31ปี อยู่บ้านเลขที่ 42 หมู่ 3 ต.แม่สลิด อ.บ้านตาก จ.ตาก นายวันเฉลิม หรือโจ หรือต้น นาคภักดี อายุ 29 ปีอยู่บ้านเลขที่ 77 ซอยคู้บอน 21 แขวงรามอินทรา เขตคันนายาว กทม. นายเสรินทร์ หรือเส ยาเพ็ชรน้อย อายุ 32 ปีอยู่บ้านเลขที่ 59 ม.5 ต.บางงาม อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี นายทันณกร หรือโห้ สุ่มทอง อายุ 32 ปีอยู่บ้านเลขที่ 139 ม.7 ต.วังไก่เถื่อน อ.หันคา จ.ชัยนาท นายศานิต หรือตึก อิสสอาด อายุ 34 ปีอยู่บ้านเลขที่ 75 ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี และ น.ส.ชุติมา หรือปลื้ม เทกอง อายุ 19 ปีอยู่บ้านเลขที่ 132/2 ม.3 ต.หนองผักนาก อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี
โดยจับกุมได้พร้อมของกลางยาบ้า จำนวน 200 มัดเศษ รวมประมาณ 401,531 เม็ด โทรศัพท์มือจำนวน 8 เครื่อง รถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นฟอร์จูนเนอร์ สีขาว หมายเลขทะเบียน กย-3395 สุราษฎร์ธานี รถยนต์กระบะ ยี่ห้อ อีซูซุ สีบอร์น หมายเลขทะเบียน กฉ 4113 กรุงเทพมหานคร รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น อัลติส สีเหลือง หมายเลขทะเบียน 4 กข 2261 กรุงเทพมหานคร อาวุธปืนสั้นกึ่งอัตโนมัติ ยี่ห้อ CZ ขนาด 9 มม.จำนวน 1 กระบอก ซองกระสุนปืนจำนวน 1 ซอง ไม่มีหมายเลขทะเบียนปืน หมายเลขประจำตัวปืน B079013 เครื่องกระสุนปืนขนาด 9 มม.จำนวน 9 นัด และทำการตรวจยึดทรัพย์สิน รถยนต์รวมทั้งหมด 4 คัน อายัดเงินในบัญชีธนาคารรวมมูลค่าประมาณ 4.5 ล้านบาท
พล.ต.ต.ดุษฎี เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งรัดสืบสวนจับกุมกลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดของนายโจ หรือ ต้น ซึ่งเป็นเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่ภาคเหนือ โดยทาง กก.1บก.ปส.4 (นปส.กาญจนบุรี)เคยติดต่อล่อซื้อยาเสพติดกับนายโจมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ก็ไม่สามารถจับกุมนายโจและผู้กี่ยวข้องได้ เนื่องจากนายโจหรือต้นไม่ยอมส่งยาเสพติดให้ ต่อมานายโจได้โทรศัพท์ติดต่อหาสายลับว่า มียาบ้าจำนวนมากพร้อมที่จะขายให้ จึงให้สายลับติดต่อล่อซื้อกับนายโจจำนวน 200 มัด (รวม 400,000 เม็ด)ในราคามัดละ 60,000 บาทรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 12 ล้านบาท โดยนัดส่งของที่บริเวณห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สาขาศาลายา ต.บางเตย อ.สามพราน จ.นครปฐม ก่อนให้สายลับและเจ้าหน้าที่อำพรางเดินทางไปพบ จากนั้นนายจักกรีกับนายวันเฉลิมได้ขับรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นฟอร์จูนเนอร์ สีขาว หมายเลขทะเบียน กย-3395 สุราษฎร์ธานี มาจอดบริเวณลานจอดรถยนต์ และเดินเข้ามาพบสายลับกับเจ้าหน้าที่อำพรางภายในร้านอาหาร KFC ภายในห้างสรรพสินค้าเซ็ลทรัลฯ และดูเงิน
“จากนั้นนายโจหรือต้นได้ให้สายลับกับเจ้าหน้าที่อำพรางไปเอายาบ้าที่ซุกซ่อนไว้บริเวณคอสะพานข้างทางรถไฟริมถนนพระราม 2 ขาออก กม.ที่ 81+100 ต.วันดาว อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี จึงได้ส่งสัญญาณให้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ทราบและให้สะกดรอยติดตามรถต้องสงสัยซึ่งจอดอยู่ริมถนนฝั่งตรงข้ามกับจุดที่นำยาบ้ามาวางไว้เป็นรถยนต์ ยี่ห้ออีซูซุ สีบอร์น หมายเลขทะเบียน กฉ- 4133 กำแพงเพชร และรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า รุ่น อัลติส สีเหลือง หมายเลขทะเบียน 4 กข 2261 กรุงเทพมหานคร ทั้ง 2 คัน ขับเข้าไปจอดบริเวณหน้าห้องน้ำภายในปั๊มน้ำมันบางจาก ริมถนนพระราม 2 เลขที่ 59 ม.5 ต.แพรกหนามแดง อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม โดยเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงแสดงตัวขอตรวจค้นรถยนต์ ยี่ห้ออีซูซุ สีบอร์น หมายเลขทะเบียน กฉ- 4133 กำแพงเพชร ของนายเสรินทร์ พบโทรศัพท์มือถืออยู่บนเบาะด้านหน้าฝั่งคนขับ มีความเชื่อมโยงกับหมายเลขโทรศัพท์ของสายลับ ส่วนรถยนต์ ยี่ห้อ อีซูซุ สีบอร์นหมายเลขทะเบียน กฉ 4113 กรุงเทพมหานคร ของนายทันณกร ตรวจค้นพบอาวุธปืนพกสั้นและเครื่อกระสุนปืนซุกซ่อนไว้ภายในกระปุกเกียร์ จึงทำการตรวจยึดไว้เป็นของกลางพร้อมควบคุมตัวผู้ต้องไว้ทั้งหมด”พล.ต.ต.ดุษฎี กล่าวและว่า ต่อมาได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนอีกชุดแสดงตัวเข้าควบคุมตัวนายจักกรีและนายวันเฉลิมที่มารับเงินค่ายาบ้า พร้อมควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดมาทำบันทึกตรวจยึดยาบ้าของกลางมาสอบขยายผลต่อ พร้อมนำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 59 หมู่ 5 ต.บางงาม อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นบ้านพักของนายเสรินทร์พบของกลางยาบ้าจำนวน 8 ถุงรวมประมาณ 1,531 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ใต้เสื่อน้ำมันภายในบ้านหลังดังกล่าว
ด้าน พ.ต.อ.ยุทธนา กล่าวว่า จากการสอบสวนนายเสรินทร์ให้การรับสารภาพว่านายธีร์รัชช์ หรือเอก เป็นนายหน้ามาติดต่อให้ตนกับนายทันณกรและนายศานิตบอกว่ามีนายโจ ว่าจ้างให้ไปช่วยขนยาบ้าไปส่งให้กับลูกค้าในพื้นที่ จ.เพชรบุรี โดยให้นำยาบ้าจำนวน 200 มัดรวมประมาณ 4 แสนเม็ดและตกลงจ่ายค่าจ้างให้ในราคามัดละ 3,000 บาท รวมเป็นเงิน 6 แสนบาท นำมาแบ่งกัน ตนกับพวกจะได้ค่าจ้างคนละ 100,000 บาท ส่วนนาย ธีร์รัชช์ ได้ค่าจ้าง 300,000 บาท ตนกับพวกจึงได้ร่วมกันนำรถยนต์ 2 คันไปรับยาบ้าโดยมีลูกน้องของนายโจนำมาวางไว้ที่บริเวณริมถนนหลักกม.ที่ 85 จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อรับยาบ้าแล้วนายศานิต และน.ส.ชุติมาได้ขับรถนำทางดูด่านตำรวจ ส่วนตนและนายทันณกรได้ขนยาบ้าใส่รถยนต์กะบะนำไปวางส่งให้กับลูกค้าที่ จ.เพชรบุรีตามที่นัดหมาย แล้วตนเองกับพวกได้เฝ้าดูอยู่ฝั่งตรงข้าม เมื่อลูกค้าเข้ามารับยาบ้าเสร็จแล้วจึงได้ขับรถออกไปจอดที่ปั๊มน้ำมันก่อนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าทำการจับกุมทั้งหมดดังกล่าว
จากการสอบสวนขยายผลตรวจสอบประวัติอาชญากรรมทั้ง 6 คนพบว่านายจักกรี หรือป้อง อุ่นสำราญเป็นบุลคลตามหมายจับของศาลจังหวัดทุ่งสงที่ 396/2559 ลง 20 ธ.ค.2559 ซึ่งผู้ต้องหา”กระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ศาลฏีกาพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตแต่จำเลยหลบหนี” เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงแจ้งข้อหาเพิ่มเติมนายจักกรี ให้ทราบว่า”กระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ศาลฏีกาพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตแต่จำเลยหลบหนี”
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาว่า “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท1( เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า)ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต”(ผู้ต้องหาที่ 1-6) และแจ้งข้อกล่าวหากับ ผู้ต้องหาที่ 5 เพิ่มเติมว่า“มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและพาอาวุธปืนไปในทางไปในเมืองหมู่บ้านหรือทาง สาธารณะโดยไม่มีเหตุจำเป็นและไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว”และแจ้งข้อหาผู้ต้องหาที่ 1 ให้ทราบเพิ่มเติมว่า”กระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ศาลฏีกาพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตแต่จำเลยหลบหนี” (ตามหมายจับศาลจังหวัดทุ่งสง ที่ 396/2559 ลง 20 ธ.ค.2559 )และแจ้งข้อหาผู้ต้องหาที่ 3 เพิ่มเติมว่า“มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ( เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า ) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ” จากนั้นนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนกลุ่มงานสอบสวนและตรวจสอบทรัพย์สิน บก.ปส.4 บช.ปส.เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป





