วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

แพทยสภายังไม่ขยับ กรณี 'หมอตุ๋นหมอ'

แพทยสภายังไม่ขยับกรณีแพทย์ตุ๋นแพทย์ รอคำพิพากษาก่อน ระบุใช้เวลาไม่นาน 1 ปีหลังศาลตัดสิน

กรณีแพทย์หญิงและบุคคลหลากหลายอาชีพเข้าแจ้งความว่าถูกแพทย์หญิงรพ.รัฐแห่งหนึ่งหลอกให้ร่วมลงทุนในธุรกิจ โดยมีมูลค่าความเสียหายกว่า 60 ล้านบาท

นพ.พินิจ หิรัญโชติ อนุกรรมการกลั่นกรองจริยธรรม แพทยสภา กล่าวว่า กรณีนี้แตกต่างจากความผิดด้านมาตรฐานวิชาชีพ เพราะไม่ได้เกี่ยวเนื่องจากการรักษา แต่เป็นเรื่องของคดีความ ซึ่งต้องรอคำพิพากษาจากศาลก่อน และนำมาพิจารณาว่ามีความผิดตามข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2549  หรือไม่ โดยพิจารณาข้อบังคับในหมวด 2 หลักทั่วไป ซึ่งข้อ 5  ระบุชัดเจนว่า ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมย่อมดำรงตนให้สมควรในสังคมโดยธรรมและเคารพต่อกฎหมายของบ้านเมือง  ดังนั้น หากคำพิพากษาออกมาก็จะนำมาพิจารณาข้อนี้ได้ โดยกรณีนี้ใช้เวลาไม่นานไม่เกิน 1 ปีนับจากคำพิพากษาออกมา

"ในการพิจารณาโทษกรณีหากมีความผิดจริง จะมีโทษด้านจริยธรรม ตั้งแต่ว่ากล่าวตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้ใบอนุญาตไม่เกิน 2 ปี และเพิกถอนใบอนุญาต คือ ไม่สามารถประกอบวิชาชีพได้อีก อย่างไรก็ตาม กรณีเรื่องของการฉ้อโกงนั้น หากประชาชนท่านใดต้องการฟ้องแพทย์ที่เข้าข่ายฉ้อโกง ก็สามารถทำได้ แต่ต้องไปแจ้งความก่อน และจึงมาร้องแพทยสภา เนื่องจากแพทยสภาจะพิจารณาเฉพาะเรื่องจริยธรรมเป็นหลัก แต่คดีความจะต้องเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่กรณีของการฉ้อโกง เบื้องต้นแพทยสภาได้หารือกันแล้ว โดยอย่างไรเสียก็ต้องมีการพิจารณา แต่ต้องรอคำพิพากษาความผิดให้ชัดเจนก่อน"นพ.พินิจกล่าว

ต่อข้อถามจะทำอย่างไรหากมีการใช้วิชาชีพเพื่อสร้างรายได้ที่อาจไม่ถูกต้องให้กับตนเอง โดยอาศัยความน่าเชื่อถือ นพ.พินิจ กล่าวว่า แพทย์ก็คนธรรมดาที่มีใบประกอบวิชาชีพ แต่หากนำวิชาชีพไปใช้หลอกลวงคนอื่นก็ถือว่ามีโทษ และน่าจะมีโทษมากกว่าคนทั่วไปด้วยซ้ำ ขณะที่ประชาชนก็ต้องพิจารณา ตั้งสติให้ดี อย่าหลงเชื่อเพราะเข้าใจว่าเป็นแพทย์  เพราะจริงๆแล้วไม่ควรเชื่อใจใครโดยไม่กลั่นกรอง ต้องระลึกว่า ไม่มีของถูกและดี อย่างทัวร์ลูกโซ่ เป็นต้น เงินแม้จะเล็กน้อยก็เงินเรา แต่ถ้าเอาออกไปก็กลายเป็นเงินคนอื่นแล้ว ดังนั้น ใครชวนทำอะไรต้องมีสติ และพิจารณาให้ดีๆ