วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สตม.รวบหญิงญี่ปุ่นหนีคดีฉ้อโกง200ล. กบดานไทย

สตม.รวบหญิงญี่ปุ่นวัย 62 หนีคดีฉ้อโกงแชร์ลูกโซ่ 200 ล้าน กบดานไทย

พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ชูฉัตร ธารีฉัตร ผบก.สส.สตม. พ.ต.อ.บรรลือศักดิ์ ขลิบเงิน รอง ผบก.สส.สตม.ผกก.2 และ พ.ต.ท.ระลึก อินทรัศมี สว.กก.2 ร่วมกันแถลงจับกุมนางเซทซึโกะ ยามาเบะ (Mrs.Setsuko Yamabe) อายุ 61 ปี ชาวญี่ปุ่น ผู้ต้องหาตามหมายจับของตำรวจสถานีตำรวจ คุมาโมโตะ - ฮิงาชิ ซึ่งออกโดยศาลเมือง คุมาโมโตะ ประเทศญี่ปุ่น ข้อหากระทำความผิดเกี่ยวกับกฎหมายการรับฝากเงินลงทุน การรับฝากเงิน และ อัตราดอกเบี้ย อันเป็นเหตุให้เป็นบุคคลต้องห้าม หลังก่อเหตุฉ้อโกงประชาชนที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นเงินกว่า 700 ล้านเยน หรือประมาณ 200 ล้านบาทไทย จับกุมได้ที่ภายในสถานบริการน้ำมัน ปตท. ต.แสนสุข อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี

พล.ต.ท.ณัฐธร เปิดเผยว่า ทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้รับการประสานจากสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ให้ช่วยติดตามจับกุมตัวนาง เซทซึโกะ ยามาเบะ หลังกระทำความผิดและหลบหนีเดินทางเข้ามาในประเทศไทย โดยนางเซทซึโกะมีพฤติการณ์ฉ้อโกงในลักษณะแชร์ลูกโซ่ ด้วยการอ้างกับผู้เสียหายให้ระดมเงินทุนเพื่อลงทุนในบริษัทยักษ์ของญี่ปุ่นหลายบริษัท อาทิ โตชิบา ,ชาร์ป ซึ่งเป็นบริษัทเกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น และระบุว่าจะได้เงินปันผลในอัตราที่สูงมาก แต่เมื่อถึงกำหนดกลับเชิดเงินแล้วหายไป สร้างความเสียหายให้กับประชากรชาวญี่ปุ่น มูลค่าความเสียหาย 700 ล้านเยน หรือประมาณกว่า 200 ล้านบาท มีผู้เสียหายกว่า 50-60 ราย บางรายถึงขั้นฆ่าตัวตาย โดยทำมาแล้วกว่า 3 ปี และทางการญี่ปุ่นได้ยกเลิกหนังสือเดินทางของนางเซทซึโกะแล้ว

"หลังได้รับการประสานมาชุดสืบสวนจึงออกติดตามตัวนางเซทซึโกะและทราบว่า เดินทางเข้าประเทศไทยเมื่อวันที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา ด้วยวีซ่าท่องเที่ยว 60 วัน แล้วยื่นขอต่อวีซ่าอีก 30 วัน โดยจะครบกำหนดวันที่ 19 เมษายน 2560 นี้ โดยนางเซทซึโกะได้คบหากับชายไทย ซึ่งทำงานอยู่ที่พัทยา จ.ชลบุรี ก่อนจะพากันมาอาศัยอยู่ที่บ้านพักของชายหนุ่มที่อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ซึ่งจากการสืบสวนทราบว่านางเซทซึโกะเตรียมจะเดินทางต่อไปยังประเทศลาว จึงนำกำลังไปจับกุมได้บริเวณภายในปั๊มน้ำมัน ปตท. ก่อนควบคุมตัวนางเซทซึโกะและเพื่อนชายคนดังกล่าวมาสอบสวนยังสตม." ผบช.สตม. กล่าว

พล.ต.ท.ณัฐธร กล่าวต่อว่า จากการสอบถามเบื้องต้นเชื่อได้ว่าเพื่อนชายคนดังกล่าวไม่น่าจะรู้เห็นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะเพิ่งจะมารู้จักกับนางเซทซึโกะหลังหลบหนีเข้ามาในไทยแล้ว อย่างไรก็ตามตำรวจไทยจะส่งตัวนางเซทซึโกะให้ทางการญี่ปุ่นวันที่ 18 เมษายน เนื่องจากอยู่ระหว่างขยายผลว่ามีบุคคลใดในประเทศเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ รวมทั้งตรวจสอบว่าเคยก่อเหตุใดในประเทศไทยบ้างหรือไม่

พล.ต.ท.ณัฐธร กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ สตม. ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงาน ระดมกวาดล้างอาชญากรข้ามชาติ คนต่างชาติผิดกฎหมาย พร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและสร้างความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยสามารถจับกุมอาชญากรข้ามชาติที่หนีคดีมาหลบซ่อนตัวในประเทศไทยรายสำคัญ จำนวน 5 ราย ประกอบด้วย 1.เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ที่ผ่านมาร่วมกันจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไต้หวัน จำนวน 3 ราย ได้แก่นายจาง จวินเหว่ย นายหลิน ชิน ฮุง และนายอู๋ เจิ้ง เฉียง ชาวไต้หวัน แกนนำแก๊งคอลเซ็นเตอร์รายใหญ่ ในประเทศอินโดนีเซีย ที่หนีเข้ามาหลบซ่อนตัวในประเทศไทยและใช้ไทยเป็นฐานในการก่อเหตุ 

2.เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ชุดสืบสวน ตม.จว.ภูเก็ต ร่วมกันควบคุมตัว นายแมทเวย์ ชูวาโลว์ (Mr.Matvey Shuvalov ) อายุ 45 ปี ชาวรัสเซีย บุคคลตามหมายจับตำรวจสากล ข้อหา ฉ้อโกง และถูกทางการรัสเซียเพิกถอนหนังสือเดินทาง ซึ่งเข้ามาหลบอยู่ในประเทศไทยกว่า 20 ปี มีลูกกับภรรยาชาวไทย จำนวน 4 คน พูดภาษาไทยได้ชัดเจน และรู้จักกับเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่จ.ภูเก็ตอีกด้วย 3. เมื่อวันที่ 27 มีนาคม กก.1 บก.สส.สตม. ร่วมกันควบคุมตัว นายสติก แอ็บจอร์น (Mr.Stig-asbjoern Indal ) ชาวนอร์เวย์ บุคคลตามหมายจับตำรวจสากลและหมายจับศาลแขวงฟูลลู ประเทศนอร์เวย์ ในข้อหาก่อเหตุความรุนแรงทางเพศ ทั้งนี้ยังมีภรรยาชาวไทยมักมีพฤติกรรมทำร้ายร่างกายคนในครอบครัวที่ประเทศไทยด้วย 

4.เมื่อวันที่ 28 มีนาคม ที่ผ่านมา กก.1 บก.สส.สตม. จับกุมตัว นายแอเรียล แบกเลย์ (Mr.Aarl Bagley ) ชาวสหรัฐอเมริกา บุคคลตามหมายจับคดีทางเพศในประเทศสหรัฐอเมริกา น่าเชื่อว่าอาจเข้ามาก่อเหตุลักษณะเดียวกันในประเทศไทย และ5. เมื่อ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา กก.1 บก.สส.สตม. จับกุมตัว นายยาคอฟ เอลฟาซี(Mr.Yakov Elfasi ) ชาวอิสราเอล บุคคลตามหมายจับของทางการอิราเอล ในข้อหากระทำผิดทางเพศและปลอมแปลงเอกสาร โดยผู้ต้องหาทั้งหมดถูก ตม. เพิกถอนใบอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร เนื่องจากเป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้าม ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป