เหตุเพลิงไหม้ที่เกิดต่อเนื่องกันเมื่อต้นสัปดาห์ในกทม. ยิ่งทำให้อากาศร้อนเดือนมีนาคมระอุเข้าไปใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่บนตึกสูงที่ต้องเสียวกับอัคคีภัย
เหตุเพลิงไหม้อาคารการประปาส่วนภูมิภาค สํานักงานใหญ่บางเขน เขตหลักสี่ เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา โดยต้นเพลิงเกิดขึ้นบริเวณอาคาร 2 ชั้น 4 ซึ่งเป็นห้องทำงานของเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. จนมีการตั้งข้อสังเกตกันวุ่นวายว่าเป็นการเผาทำลายหลักฐานอะไรหรือไม่ กระทั่งสุดท้ายมีการยืนยันว่าไม่มีเอกสารสำคัญใดๆ เสียหาย แต่กระแสวิจารณ์ก็ยังไม่จบแค่นั้น
เพราะแม้เหตุการณ์นี้จะไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เนื่องจากเหตุเกิดนอกเวลาทำการ แต่ก็มีคำถามสำคัญตามมาในเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัยอาคารสูงในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะระบบป้องกันเหตุอัคคีภัย เนื่องจากช่วงเช้าวันเดียวกันได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านถนนรัชดาภิเษก จนอาคารได้รับความเสียหายไม่น้อยเหมือนกัน
ปัจจุบัน กรุงเทพมหานครมีจำนวนอาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่มากกว่า 3,000 แห่ง และในจำนวนนี้มีอาคารกว่า 1,200 แห่งที่มีความเสี่ยงหากเกิดเพลิงไหม้ โดยส่วนหนึ่งเป็นอาคารเก่าที่ก่อสร้างก่อนกฎกระทรวง ฉบับที่ 33 พุทธศักราช 2535 ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พุทธศักราช 2522 จะมีผลบังคับใช้
พระราชบัญญัติควบคุมอาคารฯ ได้กำหนดมาตรฐานเรื่องการติดตั้งระบบระบายอากาศ / ระบบไฟฟ้า / และระบบป้องกันเพลิงไหม้ใน “อาคารสูง” และ “อาคารขนาดใหญ่พิเศษ” เอาไว้ โดยอาคารสูง หมายถึงอาคารที่มีความสูงตั้งแต่ 23 เมตรขึ้นไป หรือราวๆ ตึก 9 ชั้น ส่วนอาคารขนาดใหญ่พิเศษ คืออาคารที่มีพื้นที่ใช้สอย 10,000 ตารางเมตรขึ้นไป
อาคารเหล่านี้ต้องมีระบบสัญญาณเตือนเพลิงไหม้ทุกชั้น และระบบสัญญาณเตือนเพลิงไหม้ต้องประกอบด้วย อุปกรณ์ส่งสัญญาณเพื่อให้หนีไฟที่สามารถส่งเสียงหรือสัญญาณให้คนที่อยู่ในอาคารได้ยินหรือทราบอย่างทั่วถึง / และอุปกรณ์แจ้งเหตุที่มีทั้งระบบแจ้งเหตุอัตโนมัติ รวมทั้งระบบแจ้งเหตุที่ใช้มือ เพื่อให้อุปกรณ์ส่งสัญญาณหนีไฟทำงานได้
นอกจากนี้ อาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษจะต้องมีแบบแปลนระบบไฟฟ้า เพื่อยื่นประกอบการขออนุญาตในการก่อสร้างอาคาร ซึ่งแสดงถึงรายละเอียดการเดินสายและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดในแต่ละวงจรย่อยของระบบไฟฟ้าแสงสว่างและกำลัง / มีรายละเอียดการเดินสายและการติดตั้งอุปกรณ์ทั้งหมดของระบบสัญญาณเตือนเพลิงไหม้ / รวมถึงรายละเอียดการเดินสายและการติดตั้งอุปกรณ์ทั้งหมดของระบบไฟฟ้าฉุกเฉิน
จากบทบัญญัติของกฎหมาย สำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร ได้กำหนดแนวปฏิบัติของการป้องกันอัคคีภัยในอาคารสูงให้เข้าใจง่ายๆ ว่าต้องประกอบด้วย 4 ระบบ คือ
1 ระบบป้องกันภัย เช่น ใช้วัสดุทนไฟในการก่อสร้างและตกแต่งอาคาร
2 ระบบเตือนภัย เช่น ต้องมีสัญญาณเตือนภัย มีเครื่องตรวจจับควันและเครื่องตรวจจับเปลวไฟ
3 ระบบระงับภัย เช่น ต้องมีระบบสปริงเกอร์ เครื่องปั่นไฟ ถังดับเพลิง สายน้ำดับเพลิง
4 ระบบหนีไฟ เช่น ต้องมีป้ายสะท้อนแสงบอกทางหนีไฟ มีไฟส่องสว่างฉุกเฉิน ประตูหนีไฟต้องไม่มีสิ่งของวางเกะกะกีดขวาง มีบันไดหนีไฟที่ใช้งานได้จริง และที่สำคัญต้องมีการซ้อมหนีไฟ การจัดทำผังการทำงานและช่วยเหลือผู้อยู่ในอาคาร
ส่วนมาตรการคุมเข้มเพื่อป้องกันเหตุเพลิงไหม้อาคารสูงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ยังกำหนดให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจตรวจสอบอาคาร และตรวจสอบระบบป้องกันอัคคีภัยเป็นประจำทุกปี โดยใช้วิศวกรผู้ชำนาญการที่มีใบประกอบวิชาชีพอย่างถูกต้อง และส่งผลการตรวจสอบมายังกรุงเทพมหานครทุกปีอีกด้วย
แม้จะมีพระราชบัญญัติควบคุมอาคารและมาตรการคุมเข้มเพื่อป้องกันเหตุอัคคีภัยออกมาบังคับใช้กับอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษแล้วก็ตาม แต่ปัญหาที่ประสบตลอดมาก็คือ กฎเหล็กเหล่านี้ใช้ได้กับอาคารสูงที่สร้างหลังปี 2535 เท่านั้น ส่วนอาคารสูงเก่าที่สร้างอยู่ก่อนหน้านั้น กฎหมายไม่สามารถย้อนหลังไปบังคับใช้ได้ แต่กรุงเทพมหานครก็ได้คลอดกฎกระทรวงฉบับที่ 47 ออกมาให้อำนาจเจ้าพนักงานท้องถิ่นเข้าไปตรวจสอบอาคารเก่า และสั่งการให้เจ้าของอาคารเพิ่มมาตรการและระบบป้องกันอัคคีภัยตามความเหมาะสมได้
จุดเสี่ยงอีกประการหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง ก็คือ “อาคารร้าง” ซึ่งกรุงเทพมหานครเคยสำรวจไว้ว่ามีถึงกว่า 360 แห่งทั่วกรุง / คำถามก็คือ เมื่อกฎหมายเปิดช่องให้เข้าไปตรวจสอบอาคารได้ทุกประเภท / เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจมีความเข้มงวดแค่ไหน ขณะที่เจ้าของอาคารให้ความร่วมมือและพร้อมลงทุนเพื่อความปลอดภัยสำหรับทุกชีวิตในอาคารหรือไม่ อย่างไร
คำถามเหล่านี้เป็นโจทย์ที่บทบัญญัติตามกฎหมายไม่เพียงพอที่จะบังคับได้ แต่ต้องใช้ “สำนึกรับผิดชอบ” มาประกอบด้วย





