หลังจากที่โครงการพาคนกลับบ้าน ถูกตั้งคำถามจากสังคม ว่าจะทำให้เกิดสันติสุขขึ้นได้จริงหรือ วันนี้พามาฟังความรู้สึกของผู้เข้าร่วมโครงการว่า อะไรที่ทำให้เขาตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ และการสร้างสันติสุขจะเกิดขึ้นได้อย่างไร
นายยูกิปลี ราเซ๊ะ อายุ 42 ปี ชาว อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส อดีตแนวร่วม BRN กลับใจ กล่าวถึงโครงการพาคนกลับบ้านที่รัฐบาลกำลังดำเนินการสำหรับผู้หลงผิด ซึ่งมีทั้งกลุ่มที่มีคดีและไม่มีคดีแต่ต้องหลบหนี เพราะเกรงว่าจะไม่ปลอดภัยว่า เป็นเวลา 2 ปีแล้ว ที่ได้ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน ซึ่งต้องขอบคุณรัฐบาลและทุกภาคส่วนที่ได้ให้โอกาสผู้เห็นต่างเข้ามารายงานตัว และให้อยู่ในโครงการพาคนกลับบ้าน
“ผมถูกหมาย พรก.ฉุกเฉิน แต่เพราะโอกาสที่เราได้รับ และความจริงใจที่รัฐให้เรา ทำให้มั่นใจที่จะกลับมาให้ความร่วมมือ ซึ่งต้องขอบคุณทั้ง 3 ฝ่าย ที่คอยให้การสนับสนุนและให้กำลังใจพวกเราทุกคน”
เชื่อว่าโครงการพาคนกลับบ้านมีประโยชน์ เนื่องจากจะมีกิจกรรมต่างๆ ที่ทุกภาคส่วนค่อยให้การสนับสนุน และให้คำปรึกษากับพวกเรามาโดยตลอด นอกจากนี้ตนยังเป็นส่วนหนึ่งในการชักจูงผู้ที่หลงผิด คิดต่าง กลับมาเข้ามาร่วมโครงการฯ โดยตนได้บอกถึงสิ่งที่เขาจะได้รับ เมื่อเขากลับเข้ามามอบตัว และเข้าร่วมอยู่ในโครงการ จะได้รับอะไร
“อยู่ที่ใจเราจริงๆ ว่า จะเอาจริงไหม อยากให้สันติสุขเกิดกับบ้าน หมู่บ้าน ตำบล ของเราไหม เมื่อรัฐให้การส่งเสริมอาชีพ พอเขาเห็นโครงการสำเร็จ มีการขยายผล คนเหล่านี้ที่ยังหลงผิด ก็เห็นสิ่งที่รัฐทำให้ เขาก็เกิดความมั่นใจและอยากกลับมาเข้าร่วม”
สำหรับกลุ่มขบวนการในพื้นที่ ตนยืนยันว่า มีอยู่จริง ทั้งผู้เห็นต่างที่กระทำจริง และเป็นไปในลักษณะไม่ใช่ผู้เห็นต่าง แต่สวมรอย ที่คนเหล่านี้กลับใจเข้ามาร่วมโครงการนั้น บางคนก็เคยเป็นแนวร่วมจริงๆ และก็ยังมีอำนาจ ซึ่งเขาสามารถพูดชักชวนให้เข้ามามอบตัวได้
“วันนี้เราทำตรงนี้ เพื่อให้เขาเห็นว่า เราอยู่ฝ่ายที่ถูกต้องแล้ว ซึ่งเราก็ต้องเดินหน้าต่อไป เพื่อให้เขามองเห็น และตัดสินใจที่จะกลับมาอยู่กับรัฐ”
อย่างไรก็ดี วันนี้รัฐเดินมาถูกทางแล้ว เพราะถือเป็นโครงการที่ดีมาก ทุกวันนี้เหมือนกับว่า เราได้เพชรตัวใหม่ ที่รัฐทำให้เราสว่าง เป็นคนใหม่ วันนี้เราเป็นคนใหม่แล้ว เรารู้สึกดีใจที่ได้เข้าโครงการพาคนกลับบ้าน
“พระเจ้าเปิดทางสว่างให้กับเราแล้ว ถ้าคุณไม่เลือกตรงนี้ คุณจะเลือกตรงไหน ก็ดีใจที่ได้โอกาสมาอยู่ตรงนี้ โครงการพาคนกลับบ้าน เหมือนให้ชีวิตใหม่กับเรา และกับใครอีกหลายคน ทำให้พวกเราได้เข้ามาในโครงการนี้ และได้ชีวิตใหม่” นายยูกิปลี กล่าว
นายอับดุลรอแม อุเซ็ง อายุ 53 ปี ชาวอำเภอยะหา จ.ยะลา กล่าวว่า ตนตกเป็นผู้ต้องสงสัยในฐานะเจ้าของที่ดินสวนยาง ที่เกิดเหตุระเบิด เมื่อปี 2553 ซึ่งก็ได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง จนมาถึง ปี 2557 ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานโครงการพาคนกลับบ้าน อ.ยะหา จ.ยะลา โดย อ.ยะหา ถือเป็นอำเภอนำร่อง อำเภอแรกใน 3 จังหวัด และ 4 อำเภอสงขลา
ขณะนั้นมีสมาชิกกลับใจเข้าร่วมโครงการ 102 คน ปัจจุบันมีประมาณ 180 คน ซึ่งตนมองว่า โครงการพาคนกลับบ้าน เป็นประโยชน์และตอบโจทย์ต่อการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้จริง ปัจจุบันพวกเขาเหล่านี้มีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น มีงานทำและได้อยู่กับครอบครัว
“ผมในฐานะโดนหมาย พรก.ฉุกเฉิน รัฐให้งานกับเรา คนที่เข้าร่วมโครงการเขาก็ได้ทำงาน มีงานทำ ได้อยู่กับภรรยาและลูกที่บ้านอย่างพร้อมหน้า ไม่ต้องมีชีวิตหลบๆซ่อนๆ เหมือนอดีต”
โดยที่ผ่านมา เราก็ได้มีการพูดคุยกับผู้เห็นต่างทั้งกับตัวเขาและครอบครัวของเขาอย่างพ่อ แม่ และภรรยาของเขาด้วย ว่า โครงการพาคนกลับบ้านจะช่วยเขาได้อย่างไร ซึ่งหลายคนที่เชื่อเรา เขาก็กลับมามอบตัว กลับมาร่วมโครงการ
นอกจากนี้ คนที่เขากลับมาร่วมโครงการ ก็อยากให้รัฐให้การดูแลอย่างทั่วถึง มีการพูดคุยบอกกัน ทุกคนมองเห็นที่รัฐให้โอกาส ที่รัฐแสดงความจริงใจ ไม่ใช่ตัวเขาคนเดียว แต่ยังรวมไปถึง พ่อแม่ ญาติพี่น้อง คนในหมู่บ้าน ต่างเห็นด้วยที่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ
“โครงการพาคนกลับบ้าน เป็นประโยชน์ รัฐต้องให้การดูแล แสดงความจริงใจกับคนที่กลับใจเข้าร่วมกับรัฐ” นายอับดุลรอแม กล่าว
นายยูโซะ บาราเฮง ชาวอำเภอยะรัง จ.ปัตตานี กล่าวว่า ในปี 2548 ตนตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฆ่าหั่นศพและเผา ทำให้ถูกเรียกตัวและโดนหมาย พรก. แต่ก็ได้แสดงหลักฐานเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเอง
นายยูโซ๊ะ ซึ่งมีบทบาทขับเคลื่อนด้วยมองว่า แม้ตัวเขาเองจะไม่ได้เป็นคนร้าย แต่เมื่อมองถึงโครงการพาคนกลับบ้าน ตนกลับเห็นว่า เป็นโอกาสที่ดีที่รัฐได้ให้โอกาสผู้กระทำ หรือผู้เห็นต่างได้กลับใจ โดยรัฐได้ให้ชีวิตใหม่ ด้วยการให้งาน ให้อาชีพให้คนเหล่านี้กลับมายืนได้อีกครั้ง
“คุณภาพชีวิตของคนที่อยู่ในโครงการพาคนกลับบ้าน ทั้งคนที่โดนหมาย พรก. ป.วิ.อาญา วันนี้มีชีวิตอยู่เย็นเป็นสุข ชีวิตเขาดีขึ้น เพราะเขาได้รับโอกาสจากรัฐ”
อย่างไรก็ดี โครงการพาคนกลับบ้าน ถือเป็นโครงการที่ดีมาก ที่รัฐได้เปิดโอกาส เปิดอก และเปิดใจให้ผู้ที่เคยเห็นต่าง ผู้ที่หลงผิด หรือผู้ต้องสงสัยเหมือนเขาเอง ได้เข้าร่วมโครงการ ได้มีทักษะอาชีพ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย





