อัยการไล่บี้พยานปากเอกคดี "ครูจอมทรัพย์" เหตุให้การสับสน
เมื่อเวลา09.09น. วันที่9ก.พ.60 นางจอมทรัพย์แสนเมืองโคตร อดีตครูโรงเรียนบ้านม่วงไข่ประชาสงเคราะห์ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร ที่ถูกกล่าวหาว่าขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ชนคนตาย หลังต้องโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน ก่อนได้รับพระราชทานอภัยโทษเมื่อปี 2558 แล้วออกมาร้องขอความเป็นธรรมในคดีดังกล่าว
ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 4 สั่งรื้อคดีใหม่ มีการนัดสืบพยานทั้งสองฝ่ายในวันที่ 8-10 กพ. ซึ่งการนัดสืบพยานผ่านไปแล้ว 1 วัน เป็นพยานฝ่ายผู้ร้องจำนวน 9 ปาก แต่เพิ่งสืบไปได้เพียง 6 ปาก จึงนัดสืบพยานฝ่ายผู้ร้องต่อในวันรุ่งขึ้น และครูจอมทรัพย์ได้เดินทางมาพร้อมนายพงศา ราตรี ทนายความฝ่ายผู้ร้อง โดยนางจอมทรัพย์ กล่าวสั้นๆ ว่า “ขอให้เป็นหน้าที่ของทนายให้ต่อสู้คดีในครั้งนี้” ก่อนที่จะเดินขึ้นไปที่ห้องพิจารณาคดี3ชั้น2ศาลจังหวัดนครพนมเพื่อให้กำลังใจพยานที่เหลืออีก3ปากในช่วงเช้า
โดยก่อนหน้านี้ นางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ นางทองเรศวงศ์ศรีชา ประจักษ์พยานขณะเห็นเหตุการณ์รถชนนายเหลือ พ่อบำรุง เสียชีวิตที่ บ.สร้างเม็ก ต.ท่าลาดอ.เรณูนคร จ.นครพนม และนายทักษิณ ไขสีดาเจ้าของรั้วที่ผู้ร้องอ้างว่ารถคันดังกล่าวขับครูดชนก่อนเกิดเหตุชนคนตายซึ่งทั้ง3รายเป็นพยานฝ่ายผู้ร้องที่เหลืออีก3ปาก
หลังจากนั้นจะเป็นการสืบพยานฝ่ายผู้ถูกร้อง โดยมีบัญชีพยานเป็นตำรวจ4นาย และพลเรือนอีก10นาย รวมทั้งวัตถุพยานอื่นๆ รวมทั้งหมด42ราย ซึ่งศาลจะเริ่มนั่งบัลลังก์เริ่มสืบพยานประมาณเวลา 10.00 น. โดยพยานสำคัญของการสืบพยานในวันนี้คือนางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุ และเห็นคนขับรถคันก่อเหตุลงมาดูคนเสียชีวิตเป็นผู้ชายไม่ใช่ผู้หญิงโดยนางทัศนีย์ได้ขึ้นเบิกความต่อศาลเป็นคนแรก
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าบริเวณประตูหน้าศาลได้มี พล.ต.ต.สุวิชาญณาณกิตติกุล ผบก.ภ.จว.นครพนมพร้อม พ.ต.อ.อุกกฤษฏ์ ทรงชัยสงวน ผกก.สภ.เมืองนครพนม ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ191ดูแลความสงบเรียบร้อยบริเวณบันไดศาลและบริเวณโดยรอบด้วย ท่ามกลางสื่อมวลชนจากทุกสำนักมารอรายงานข่าวจำนวนมาก
กระทั่งเวลา 09.30 น.ศาลได้ออกนั่งบัลลังก์แล้วเริ่มสืบพยานปากสำคัญคือนางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ โดยทนายฝ่ายผู้ร้องเป็นผู้ซักถาม ให้นางทัศนีย์เล่าถึงเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุว่า เวลาประมาณ 17.00 น.วันที่ 11 มี.ค.2548 ได้ไปทำบุญงานแจกข้าวที่บ้านสร้างเม็ก ต.ท่าลาด อ.เรณูนครมีนางทองเรศ วงศ์ศรีชา เพื่อนบ้านเป็นผู้นั่งซ้อนท้าย อยู่ร่วมงานจนถึงเวลา 19.30 น. จึงพากันกลับบ้านที่ ต.นาคู่ อ.นาแก จ.นครพนม ออกมาประมาณ 20 เมตร มีรถยนต์คันหนึ่งวิ่งแซงแล้วไปชนกับชายที่ปันรถจักรยานสวนทางมา ในลักษณะเซเข้ามาในเลน สักพักมีชายเปิดประตูรถเดินลงมานั่งยองๆ ดูศพแล้วเดินขึ้นรถขับหนีออกไป ซึ่งพยานอ้างว่าจอดรถมอเตอร์ไซค์ห่างจากท้ายรถกระบะประมาณ 10 เมตร เห็นป้ายทะเบียนรถเป็นอักษร บ.ชัดเจน แต่อักษรตัวที่ 2 มองเห็นไม่ชัด ส่วนตัวเลข 56 นั้นเห็นชัดเจนที่สุด ส่วนหมวดจังหวัดนั้นมองไม่เห็น เหตุที่จำตัวเลขได้แม่นยำ นางทัศนีย์อ้างว่าจะเอาไปซื้อหวย ด้วยความกลัวพวกตนไม่กล้าลงจากรถไปดูศพคนตาย จึงพากันกลับบ้าน รุ่งเช้าวันใหม่ได้เล่าให้คนในหมู่บ้านฟังถึงเหตุการณ์ที่ตนสองคนประสบเหตุมา
ต่อมามีลูกชายของนายเหลือผู้ตายมาหาที่บ้าน ถามว่าตนเห็นรถที่ชนหรือเปล่า จึงตอบไปว่าเห็น เขาขอร้องให้ไปให้ปากคำแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เรณูนคร จึงเดินทางไปหาพนักงานสอบสวนคือ ร.ต.อ.ทงศักดิ์ โพธิ์เหน่ง (ยศในขณะนั้น) และได้ให้ปากคำตามที่เห็นมา แต่ไม่ได้ซักถามตนว่าคนขับเป็นหญิงหรือชาย หลังสอบเสร็จตนไม่ได้อ่านเนื้อหา พนักงานสอบสวนเป็นผู้อ่านให้ฟัง ได้ยินบ้างไม่ได้ยินบ้างเพราะหูสองข้างไม่ดี โดยมีหลักฐานเป็นบัตรผู้พิการทางหู ออกให้เมื่อปี 2555ปี 2549 ได้ไปเบิกความที่ศาลจังหวัดนครพนม เห็นจำเลยกลายเป็นผู้หญิง ก็รู้สึกตกใจเพราะผู้ก่อเหตุเป็นผู้ชาย จึงคิดในใจว่าเขาเป็นสามีภรรยากัน ถึงออกมารับโทษแทนกัน ในชั้นศาลได้บอกว่าคนขับนั้นเป็นผู้ชาย
หลังทนายฝ่ายผู้ร้องซักเสร็จ อัยการผู้คัดค้านได้ลุกขึ้นซักต่อ ด้วยการนำเอกสารที่นางทัศนีย์เคยให้ปากคำในชั้นพนักงานสอบสวนและในชั้นศาลขึ้นมาเผย ไล่เรียงตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวนว่า วันที่ 13 มี.ค.2548 หลังเกิดเหตุเพียง 2 วัน นางทัศนีย์ไปให้ปากคำที่ สภ.เรณูนคร มีการระบุยืนยันว่า รถยนต์คันที่ก่อเหตุยี่ห้อโตโยต้า ทะเบียน บค.56 สกลนคร คำถามนี้นางทัศนีย์อ้างว่าจำไม่ได้ ต่อมาในคำให้การไม่ได้ระบุว่าพยานไปกับนางทองเรศ และอัยการอ้างถึงคำสวนสอบที่พนักงานสอบสวนถามว่าเห็นคนขับหรือเปล่า นางทัศนีย์กลับตอบว่าไม่เห็น ซึ่งในคำถามนี้นางทัศนีย์ค้านว่าไม่เคยปรากฎคำถามดังกล่าวในชั้นพนักงานสอบสวน
ระหว่างนั้นศาลได้ขอเวลาเพื่อเตอืนพยานฝ่ายผู้ร้อง ต้องให้การตามความเป็นจริง มิฉะนั้นอาจจะมีความผิดฐานให้การเท็จแล้วสั่งให้อัยการซักถามต่อได้ โดยอัยการกล่าวถึง วันที่ 28 มิ.ย.2549 นางทัศนีย์ไปเบิกคำต่อศาลจังหวัดนครพนม ในคดีดำหมายเลข 977/2548 และยืนยันว่ารถยนต์คันก่อเหตุทะเบียน บค.56 สกลนคร เพราะส่องไฟเห็นท้ายรถกระบะที่ห่างกันเพียง 5 เมตรเท่านั้น พร้อมกันนี้นางทัศนีย์ได้ลงลายมือชื่อรับรองไว้เป็นหลักฐาน แต่นางทัศนีย์อ้างไม่ได้อ่านบันทึกดังกล่าว
อัยการกล่าวว่าตลอดเวลานางทัศนีย์ให้ปากคำทั้งชั้นพนักงานสอบสวนและในชั้นศาลนั้น ไม่เคยกล่าวถึงนางทองเรศ วงศ์ศรีชา เพื่อนที่นั่งซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์แม้แต่สักครั้งเดียว เพิ่งจะปรากฎชื่อนางทองเรศในวันที่ 12 ก.พ.2557 หรือหลังจากเกิดเหตุผ่านไปแล้วเกือบ 10 ปี โดยนางทัศนีย์เดินทางไปยัง สภ.นาโดน อ.เรณูนคร บันทึกปากคำโดย พ.ต.ต.อดิศักดิ์ ชมศรีหาราช พนักงานสอบสวน ว่า วันเกิดเหตุมีนางทองเรศหรือแอ๋ว วงศ์ศรีชา เป็นผู้นั่งซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ตน และเพิ่มรายละเอียดอีกว่าชายคนขับรถกระบะเป็นชายร่างสูงใหญ่ ใส่เสื้อสีทึบ นางทัศนีย์แย้งว่าไม่มีใครถามจึงไม่ได้ตอบ ส่วนทะเบียนรถนั้นจำได้แค่เพียงตัวเลข 56 หมวดจังหวัดนั้นจำไม่ได้ มีหลักฐานเป็นบันทึกประจำวันของ สภ.นาโดน
ต่อมาวันที่ 22 พ.ย.2557 นางทัศนีย์เดินทางไปให้ปากคำแก่เจ้าหน้าที่ ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม มี พ.ต.ท.อภิมุข ศักดิ์ธนา เป็นผู้จดบันทึกว่า เห็นป้ายทะเบียนรถแค่เลข 56 เท่านั้น ส่วนคนขับยืนยันเป็นชาย ซึ่งอ้างว่าเป็นความจริง แต่ในชั้นพนักงานสอบสวนกับชั้นศาลที่ไม่ได้พูดเพราะไม่มีผู้ใดถาม และวันที่ 23 ก.ย.2558 นางทัศนีย์ยังไปให้การในคดีรื้อฟื้นนี้ โดยในรายละเอียดมีชื่อนางทอเงรศปรากฏอยู่ แต่คำให้การที่เพิ่มมาคือคนขับรถยนต์คันก่อเหตุเหมือนนายสับ วาปี จากนั้นอัยการได้ขออนุญาตศาลนำคลิปวีดีโอที่นางทัศนีย์เปิดเผยแก่สื่อมวลชนมาเปิดจำนวน 2 คลิป ถามถึงรถยนต์ที่ขับชนคนตายนั้นท้ายกระบะมีหลังคา ซึ่งพยานได้ยืนยันว่าจริง คำถามสุดท้ายของอัยการจึงถามนางทัศนีย์ว่ารู้จักกับนายสับ,ร.ต.อ.ชัยบัญชา วังคะฮาด,และ พ.ต.ท.กิตติศักดิ์ สัมฤทธิ์สกุลชัย หรือไม่ คำตอบคือไม่รู้จัก รวมเวลาการซักถามร่วม 3 ชั่วโมง ก่อนจะสืบพยานฝ่ายผู้ร้องที่เหลืออีก 2 ปาก ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน




