วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน 2569

Login
Login

รอยสตั๊ด : มองอดีตเพื่ออนาคต

รอยสตั๊ด  : มองอดีตเพื่ออนาคต

เมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา มีการแข่งขันฟุตบอลแมทช์พิเศษ โตโยต้า พรีเมียร์คัพ 2017

      ที่สนามศุภชลาศัยฯ ระหว่างแชมป์ลีกสูงสุดของไทย เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด พบกับ ซานเฟรซเซ ฮิโรชิมา ทีมจากเจลีกญี่ปุ่น โดยทีมเจ้าถิ่นพ่ายทีมเยือนไป 1-3 นอกจากจะได้เห็นความแตกต่างของเกมที่ต้องยอมรับว่า เรายังต้องพยายามอย่างหนักเพื่อก้าวให้ทันทีมเหล่านั้น แต่ถ้าหากย้อนอดีตวงการลูกหนังเมืองไทย ทั้งสโมสรและทีมชาติ เคยอยู่ในระดับชั้นนำของทวีปเอเชียมาแล้ว

     ในยุคที่ฟุตบอลถ้วยพระราชทาน ประเภท ก เป็นรายการสูงสุด (พ.ศ. 2459 - 2538) นั้น และยังเป็นแค่ลูกหนังสมัครเล่น “ทีมรวงข้าว” สโมสรกสิกรไทย เคยชนะเลิศฟุตบอลเอเชียน คลับ แชมป์เปียนชิพ (เอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก) ถึง 2 สมัย (พ.ศ. 2535, 2537) โดยมี ดร.ชาญวิทย์ ผลชีวิต เป็นโค้ช และนักเตะอย่าง “มหาโต” นิพนธ์ มาลานนท์ ยังคว้าตำแหน่งผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมของทัวร์นาเม้นท์ ก่อนจะไปคว้าโทรฟี่รายการแอฟโร่-เอเชีย อีก 1 สมัย (2535) ที่เอาแชมป์สโมสรเอเชียแข่งกับแชมป์สโมสรทวีปแอฟริกา สมัยนั้นสมาคมฟุตบอลของญี่ปุ่น ยังต้องส่งเจ้าหน้าที่มาขอศึกษาพัฒนาการของลูกหนังไทย

      เมื่อมองย้อนกลับไปถึงทีมชาติไทยของเรา ในระดับเยาวชนก็เคยชนะเลิศฟุตบอลเยาวชนแห่งเอเชีย หรือ “ถ้วย ตวน กู อับดุล ราห์มาน” มาแล้ว รวม 2 สมัย (พ.ศ. 2505, 2512)โดยสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ สมัย พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ ยมนาค เป็นนายกสมาคมยังมีการแข่งขันฟุตบอลเยาวชนชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ทว่ายุคทศวรรษต่อมา รายการดังกล่าวได้หายไปจากปฏิทินลูกหนังของสมาคม แต่ทีมชาติไทย U-17 ก็สามารถผ่านเข้ารอบฟุตบอลเยาวชนโลก อีก 2 สมัย

     สำหรับทีมชาติไทยชุดใหญ่ แม้ว่าจะไม่เคยผ่านเข้ารอบสุดท้ายของฟุตบอลโลก แต่เราก็ก้าวไปถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายของโอลิมปิก ถึง 2 สมัย คือโอลิมปิก เมลเบิร์น ค.ศ. 1956 และโอลิมปิก เม็กซิโก ค.ศ. 1968 ซึ่งเป็นเข้ารอบร่วมกับทีมชาติญี่ปุ่นในฐานะทีมตัวแทนของทวีปเอเชีย นอกจากการได้ขึ้นเป็น “เจ้าอาเซียน” แทนทีมชาติเมียนมาร์ ในฟุตบอลซีเกมส์ และระหว่างปี พ.ศ. 2508-2545 นักเตะทีมชาติไทย ยังติดทีมดาราเอเชีย (ASIAN ALL STAR) รวม 6 คน คือ อัศวิน ธงอินเนตร (ผู้รักษาประตู), ณรงค์ สังขสุวรรณ (กองหลัง), ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน (กองหน้า), เฉลิมวุฒิ สง่าพล (กองกลาง), พิชัย คงศรี (กองหน้า) และดุสิต เฉลิมแสน (กองหลัง)

     นั่นคือความยิ่งใหญ่ของวงการฟุตบอลไทยยุคถ้วยพระราชทาน หรือแค่ฟุตบอลสมัครเล่น มาถึงวันนี้ กับคำกล่าวที่ว่า “ฟุตบอลลีกแข็งแกร่ง ทีมชาติแข็งแกร่ง” คงเป็นประโยคที่พอสร้างความหวังให้กับวงการฟุตบอลเมืองไทยในปัจจุบันได้ เมื่อเรามีฟุตบอลอาชีพแบบเต็มตัว ขอแค่อย่าเป็นเพียงกระแสน้ำขึ้นให้รีบตัก เพราะทีมฟุตบอลหนึ่งทีมคงต้องใช้เวลาในการสร้างทีมไม่น้อยกว่า 2-3 ฤดูกาล 

    จากนี้เราคงต้องกลับไปศึกษาการพัฒนาของญี่ปุ่นในทุกโครงสร้างของเจลีก เพื่อนำกลับมาใช้ให้เป็นรูปธรรมอย่างจริงจังมากกว่านี้ และกลับไปอยู่ในกลุ่มทีมชั้นนำของวงการลูกหนังทวีปเอเชีย อีกครั้ง