วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เลสเตอร์ ซิตี ชีวิตหลังเทพนิยาย

6 เดือนหลังคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งประวัติศาสตร์ เลสเตอร์ ซิตี กลับย่างเข้าสู่ปี 2017

 ด้วยอันดับ 15 ในตารางพรีเมียร์ลีก ด้วยผลงานชนะ 5 แพ้ไปถึง 9 จาก 20 นัดแรกของฤดูกาล และมีแต้มในมือเหนือ ซันเดอร์แลนด์ ในโซนตกชั้นเพียง 6 คะแนนเท่านั้น

จนนำไปสู่คำถามที่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตหลังเทพนิยายของสุนัขจิ้งจอกตัวนี้?

เทพนิยายลูกหนัง

แกรี ลินิเกอร์ อดีตศูนย์หน้าทีมชาติอังกฤษ และ เลสเตอร์ นิยามความสำเร็จของต้นสังกัดเก่า ว่าเป็น “ชัยชนะที่เหลือเชื่อที่สุดตลอดกาล”

ไม่เพียงถูกร้านรับพนันถูกกฎหมายออกอัตราแชมป์ไว้สูงถึง 5,000-1 แต่ความสำเร็จของ เลสเตอร์ ยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาประจวบเหมาะอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อเต็งแชมป์อย่าง เชลซี กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี ประสบปัญหาภายใน ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ ลิเวอร์พูล ยังอยู่ในช่วงการสร้างทีมใหม่

ส่วน อาร์เซนอล และ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ คู่แข่งในการลุ้นแชมป์ที่ภาพรวมเหนือกว่าทุกด้าน กลับไม่สามารถรักษามาตรฐานไว้ได้ไ ปล่อยให้ทีมจากแถบมิดแลนด์เข้าป้ายได้อย่างปาฏิหาริย์

เทียบกับความสำเร็จของ เดนมาร์ก และ กรีซ ใน ยูโร 1992 และยูโร 2004 ทั้งสองกรณีอาจเป็นเรื่องเป็นไปได้ หากมองว่ามาตรฐานของฟุตบอลแต่ละชาติเริ่มลดช่องว่างลดลง ด้วยวิทยาศาสตร์การกีฬา และศาสตร์ฟุตบอลที่เท่าทันกัน

แต่ในการคว้าแชมป์ลีกนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อโค้ชต้องประคับประคองทีมให้รักษาความคงเส้นคงวาไปตลอด 8 เดือน อีกทั้งยังมีปัจจัยแวดล้อมอีกหลายเรื่องเข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อเทียบกับทัวร์นาเมนท์ระดับชาติที่สิ้นสุดในเวลาเพียง 3-4 สัปดาห์

หากจะมีความสำเร็จใดที่อยู่ในระดับใกล้เคียง คงมีเพียงสคูเด็ตโตของ เฮลลาส เวโรนา ที่ปาดหน้ายอดทีมในเซเรีย อา อย่าง เอซี มิลาน, อินเตอร์, นาโปลี และ ยูเวนตุส ในฤดูกาล 1984/85 แต่ทั้ง 3 ทีมที่กล่าวมา ก็ล้วนมีชะตาที่ไม่แตกต่างกัน

แฮงก์โอเวอร์?

ความสำเร็จครั้งนั้น ไม่ได้ช่วยยกระดับของ เฮลลาส เวโรนา ให้สูงขึ้น ซ้ำร้ายผู้บริหารยังต้องประกาศยุบทีมในปี 1991 เพราะปัญหาทางการเงิน 

แม้จะได้ชื่อ เฮลลาส เวโรนา กลับมาอีกครั้งในปี 1995 แต่สโมสรก็ไม่เคยกลับไปทำผลงานได้เคียงยุครุ่งเรืองอีกเลย กลายเป็นเพียงทีมที่ขึ้นลงระหว่าง เซเรีย อา และ บี เรื่อยมาจนปัจจุบัน

ส่วน เดนมาร์ก ชุดปี 1992 และ กรีซ ชุดปี 2004 ก็ประสบปัญหาเดียวกัน คือผู้เล่นส่วนใหญ่อยู่ในช่วงปลายของชีวิตการเล่น ทั้งคู่ไม่ได้ผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายในสองปีถัดมา และตกรอบแรกในความพยายามกลับมาป้องกันตำแหน่ง 

ภาวะปกติ

“ครึ่งปีแรกของปี 2016 เหมือนความฝัน ส่วนครึ่งปีหลังคือความเป็นจริง” เคลาดิโอ รานิเอรี สรุปถึงความผันผวนที่เกิดขึ้นกับ เลสเตอร์ ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา

เลสเตอร์ ได้รับการประกาศให้เป็นทีมกีฬายอดเยี่ยมของบีบีซีของปี 2016 ขณะที่ รานิเอรี ได้รับรางวัลโค้ชยอดเยี่ยมในงานเดียวกัน ส่วน ริยาด มาห์เรซ กับ ชินจิ โอกาซากิ ก็ได้รับเลือกให้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของแอฟริกาและเอเชียตามลำดับ

แต่การเสีย เอ็นโกโล ก็องเต กองกลางทีมชาติฝรั่งเศสไปให้ เชลซี โดยไม่มีนักเตะฝีเท้าใกล้เคียงกันมาทดแทน ตามด้วยการอำลาทีมของ สตีฟ วอลช์ หัวหน้าแมวมองผู้ค้นพบนักเตะอย่าง มาห์เรซ หรือ เจมี วาร์ดี นำไปสู่การตั้งคำถามจากแฟนบอลบางส่วน ว่าเกิดอะไรขึ้นในรั้ว คิง เพาเวอร์ สเตเดียม

กระนั้น สำหรับ ลินิเกอร์ ที่ผูกพันกับสโมสรทั้งในฐานะแฟนบอล ผู้เล่น และเคยสวมชั้นในตัวเดียวทำรายารโทรทัศน์ เพื่อร่วมฉลองแชมป์ให้ทีมรัก กลับให้ความเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในฤดูกาลนี้ “เป็นเรื่องปกติ”

“มันไม่มีอะไรผิดแปลกไปในฤดูกาลนี้ นี่คือ เลสเตอร์ ที่เราคุ้นเคย และเป็นมาตลอด”

อยู่กับความจริง

ฌอน เจย์นส์ เจ้าของร้านขายเนื้อ “ดับเบิลยู อาร์เชอร์ แอนด์ ซัน” ในเมืองเลสเตอร์ ที่คิดค้นไส้กรอกสูตรพิเศษ เพื่อเป็นเกียรติแก่ รานิเอรี และขายได้มากกว่า 600 ชิ้นต่อสัปดาห์ เมื่อฤดูกาลก่อน ยืนยันว่าไส้กรอกสูตรนี้ยังขายได้อยู่ แม้จะมีจำนวนลดลงก็ตาม

“ตอนนี้เราขายได้เฉลี่ยสัปดาห์ละ 130-150 ชิ้น หรืออาจมากกว่านั้นหากเป็นเกมแชมเปียนส์ลีก” เจย์นส์ ซึ่งยังไม่มีแผนยกเลิกการขายไส้กรอกสูตรพิเศษนี้ สรุป

ขณะที่ภาพของ ก็องเต ซึ่ง ริช วิลสัน ศิลปินแนวกราฟฟิติ พ่นไว้บนกำแพงร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าแห่งหนึ่งในเมืองร่วมกับ รานิเอรี และสมาชิกคนอื่นในทีม ก็ถูกทำลาย ด้วยความไม่พอใจที่นักเตะทิ้งทีมไปในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา "ผมกังวลว่าแฟนๆของ เลสเตอร์ จะทำอะไรกับงานชิ้นนี้ เพราะพวกเขามีอารมณ์ร่วมกับทีมเสมอ โดยเฉพาะในวันที่แพ้”

ฤดูกาลนี้ เลสเตอร์ ยังเหลือเป้าหมายอื่นนอกจากการอยู่รอดในลีกสูงสุด ทั้งในแชมเปียนส์ลีกที่ผ่านเข้ารอบน็อกเอาท์สำเร็จ เช่นเดียวกับใน เอฟเอ คัพ ที่ผ่านเข้ารอบ 4 หลังบุกชนะ เอฟเวอร์ตัน ในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว การตกรอบ เอฟเอ คัพ ถือเป็นตัวจุดชนวนให้ เลสเตอร์ พุ่งเป้าไปที่การลุ้นแชมป์อย่างเต็มตัวจนบรรลุผล ปีนี้ แฟนๆ ของทีมสุนัขจิ้งจอกอาจคาดหวังถึงเทพนิยายบทใหม่อีกครั้งบนเส้นทางสู่เวมบลีย์ โดยมีถ้วยเก่าแก่ที่พวกเขายังไม่เคยสัมผัสเป็นเป้าหมาย