วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

รอยสตั๊ด : ความโง่เขลาของคนบางกลุ่ม

ท่ามกลางความชื่นมื่นของแฟนฟุตบอลชาวไทย กับการครองถ้วยอาเซียนคัพ เป็นสมัยที่ 5

 มากที่สุดในรอบ 20 ปีของ เอเอฟเอฟ พร้อมกับที่ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ทำสถิติเทียบเท่า มร.ปีเตอร์ วิธ ที่นำทีมได้แชมป์ถึง 2 ครั้งในฐานะโค้ช

หากยังมีเรื่องที่กล่าวถึงในด้านลบ ที่อาจสร้างความเสียหายให้กับวงการลูกหนังบ้านเรา นั่นคือพฤติกรรมของบุคคลบางกลุ่มที่ละเมิดกฎความปลอดภัยในสนามแข่งขันของ ฟีฟ่า

นับแต่การเชียร์ฟุตบอลเมืองไทย พัฒนาจากต่างคนต่างมานั่งชมร่วมกัน และปรบมือพร้อมตะโกนเสียง “ไทยแลนด์ ไทยแลนด์ ๆ” รอบสนาม เข้าสู่ยุคที่มีผู้นำเชียร์อย่าง “ซูเปอร์เป็ด” นายปริญญา สุขชิต กระทั่งมาถึงการรวมกลุ่มเชียร์อย่างมีรูปแบบมากขึ้นของ นายพินิจ งามพริ้ง ผู้ก่อตั้งกลุ่มเชียร์ไทยพาวเวอร์ 

กระทั่งในปัจจุบัน ยังมีอีก 3 กลุ่มใหญ่ที่เกิดตามภายหลัง คือกลุ่มไทยแลนด์ฮาร์ดคอร์ กลุ่มเซาธ์ เคิร์ฟ ยูนิท ไทยแลนด์ และ กลุ่มอุลตร้าไทยแลนด์

จุดมุ่งหมายของแต่ละกลุ่ม คือการให้กำลังใจนักฟุตบอลทีมชาติไทย โดยจะมีเอกลักษณ์การนำเสนอที่แตกต่างกันไปของการเชียร์ แต่หลายครั้งที่พฤติกรรมของบางกลุ่ม สร้างปัญหาให้ส่วนรวมมากกว่าสร้างสรรค์ โดยเฉพาะการจุดแฟร์ทั้งในและนอกสนาม อย่างกรณีเมื่อวันที่ 17 ธ.ค. เพราะกลุ่มควันดังกล่าวเป็นอันตรายต่อทั้งดวงตาและระบบการหายใจ ฟีฟ่า จึงออกกฎห้ามเพื่อความปลอดภัยทั้งของนักเตะและผู้ชมรอบสนาม

จึงขอน้อมนำพระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อ 26 ต.ค. 2514 หลังฟุตบอลควีนส์คัพ ระหว่าง สโมสรราชวิถี กับ สโมสรทีมหวีฟ่อ วันนั้น ผู้ตัดสินตัดสินใจยุติการแข่งขันหลังจบครึ่งเวลาแรก เนื่องจากฝนตกหนัก จนผู้ชมส่วนหนึ่งไม่พอใจ เข้ารื้อที่นั่งบนอัฒจันทร์ลงมากองสุมกลางสนามแล้วจุดไฟเผา 

“...เมื่อไม่นานนี้ มีการจลาจลที่สนามกีฬานั้น ถึงอาจไม่ใช่เรื่องของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย เพราะว่าไม่ใช่งานของตนก็ตาม แต่ว่าแต่ละคนก็รับภาระอยู่เหมือนกันที่จะพยายามปรับปรุงและจัดการอยู่ด้วยกัน ที่จะอ้างว่าตัวไม่ได้เป็นผู้จัดการก็ฟังไม่ขึ้น ผู้ที่ทำวุ่นวายก็คือผู้ดู แต่ว่าถ้าทุกคนในฐานะนักกีฬา หรือเป็นสมาชิกของสมาคมหรือแม้แต่จะเป็นเพียงผู้ดู ทุกคนก็มีหน้าที่ที่จะป้องกันไม่ให้เกิดเรื่อง และเข้าใจว่าในคราวที่แล้ว ถ้าแต่ละคนมีจิตใจที่จะปราบและป้องกันไม่ให้เกิดเรื่อง เรื่องก็จะไม่ไปถึงขนาดนั้น ผู้ที่อยู่ในสถานที่นั้น แม้จะไม่มีหน้าที่โดยตรงในขณะนั้น ก็ย่อมจะเป็นผู้ดูคนหนึ่ง และเป็นผู้ที่สนใจในการกีฬาผู้หนึ่ง ควรจะได้ร่วมกำลังที่จะปราบปรามความไม่เรียบร้อย ซึ่งเกิดมาจากความโง่เขลาของคนบางกลุ่มที่แสดงความเฮฮาสนุกสนานในการทำลาย โดยการชักนำของคนที่เราก็ไม่ทราบว่าใคร อาจเป็นผู้ที่จะทำลายสิ่งใหญ่ที่สุดที่เรามี คือสามัคคีของประเทศชาติหรือทำลายบ้านเมืองก็เป็นได้”

สำหรับกรณีที่เกิดขึ้น เมื่อ 17 ธ.ค. คงต้องรอท่าทีจากสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ว่า จะมีวิธีดำเนินการกับเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างไร ก่อนวงการฟุตบอลไทยจะเสียหายมากไปกว่านี้ เพราะความโง่เขลาของบุคคลบางกลุ่ม