วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ก้าวต่อไปของ‘ช้างศึก’ ย่ำถิ่น‘อินโด’ชิง‘เอเอฟเอฟ’

เหลืออีกเพียงก้าวเดียว สำหรับทีมฟุตบอลทีมชาติไทย ในการป้องกันตำแหน่งแชมป์

 เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ หลังทำผลงานชนะรวด ตั้งแต่รอบแรกจนถึงรอบตัดเชือก กระทั่งผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ 

สำหรับด่านสุดท้ายที่รอคอยอยู่ คือ อินโดนีเซีย คู่ปรับเก่าที่เคยเผชิญหน้ากันมาในนัดแรกของรอบแรก กลุ่มเอ โดยในรอบชิงชนะเลิศนี้ จะลงเล่นกันในแบบเหย้า-เยือนเช่นเดิม และในเลกแรก ซึ่งมีกำหนดเตะในวันที่ 14 ธ.ค. แม้ “ช้างศึก” จะต้องเป็นฝ่ายออกไปเยือน แต่ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง หัวหน้าผู้ฝึกสอน ซึ่งมีสถิติยังไม่เคยแพ้ให้กับคู่ปรับรายนี้มาก่อน ก็ยังมั่นใจเต็มที่

มุ่งหน้าสู่จาการ์ตา

วานนี้ (11 ธ.ค.) เวลา 08.20 น. สตาฟฟ์โค้ชและนักเตะทีมชาติไทยชุด เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ มีนัดรวมตัวกันที่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ เพื่อออกเดินทางไปยังกรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย ด้วยสายการบินไทย เที่ยวบิน TG 433

จากนั้นในเวลา 11.50 น. ​ตามเวลาท้องถิ่น ทั้งหมดก็เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติ ซูการ์โน-ฮัตตา โดยทันทีที่เดินทางถึง ทัพ “ช้างศึก” ก็ได้รับความสนใจอย่างมากจากแฟนบอลรวมถึงสื่อมวลชนที่มาขอสัมภาษณ์ และถ่ายรูป โดยเฉพาะ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง และ ชาริล ชัปปุยส์ กองกลางลูกครึ่งไทย-สวิส รวมถึงแฟนคลับของ ธีราทร บุญมาทัน ที่นำเสื้อมารอขอลายเซ็นด้วย

  หลังออกจากสนามบิน ทั้งหมดก็เดินทางต่อไปยังเมืองโบกอร์ สถานที่ตั้งของสนาม ปากันซารี สเตเดียม สังเวียนสำหรับใช้ในเกมรอบชิงชนะเลิศ นัดแรก ในวันที่ 14 ธ.ค.

เป้าหมายคือชัยชนะ

หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย ยืนยันถึงเป้าหมายในการไปเยือนอินโดนีเซีย ว่าต้องการชัยชนะกลับมา เพื่อกุมความได้เปรียบ ก่อนกลับมาเล่นที่ ราชมังคลากีฬาสถาน ในวันที่ 18 ธ.ค. พร้อมแสดงความมั่นใจว่าจะทำสำเร็จ ด้วยสถิติส่วนตัวที่ยังไม่เคยแพ้ตั้งแต่สมัยเป็นนักเตะ

"การไปเยือนอินโดนีเซียเป็นงานยาก แต่ก็บอกนักเตะทุกคนให้สมมติว่าไม่มีการเล่นเหย้าเยือน แต่ตัดสินผลในนัดเดียวที่นั่นต้องทำอย่างไร เป้าหมายของเราคือชัยชนะ และต้องการให้ทุกคนต้องมีสมาธิ ควบคุมอารมณ์เพราะเกมต้องหนักแน่นอน”

“ในรุ่นอื่นๆ ไม่รู้ว่าใครแพ้ใครตกรอบ แต่รุ่นของผม ไม่เคยแพ้ อินโดนีเซีย ทุกครั้งที่ไปที่นั่น เราชนะตลอด ไม่มีอะไรต้องกลัว ส่วนเรื่องใบเหลืองใบแดงเป็นเรื่องการควบคุมอารมณ์ของแต่ละคน บอกได้แค่การไปเล่นนอกบ้านอย่าพยายามเข้าบอลให้เข้าทางคู่ต่อสู้ เราก้าวมาเล่นในระดับเอเชียแล้ว ต้องเอาข้อผิดพลาดต่างๆมาแก้ไข ซึ่งเรื่องนี้ทุกคนทำความเข้าใจกันแล้ว”

ทาง‘ช้างศึก’

สำหรับผลงานที่ผ่านมาของ “ช้างศึก” ใน “เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2016” มีสถิติชนะรวด 100% ตั้งแต่นัดแรกที่เจอกับ อินโดนีเซีย ในกลุ่มเอ แม้จะถูกตามตีเสมอเป็น 2-2 ได้ในช่วงต้นครึ่งหลัง แต่ก็ยังได้ทีเด็ดจาก ธีรศิลป์ แดงดา ในช่วงสิบนาทีสุดท้ายให้ ไทย ชนะ 4-2 ประเดิม 3 แต้มแรก

ในนัดถัดมา ไทย ต้องเจอกับ สิงคโปร์ ที่เน้นเกมรับเหนียวแน่น ก่อน ศราวุฒิ มาสุข จะเป็นฮีโร่ทำประตูโทนตัดสินเกม ก่อนหมดเวลาเพียงไม่กี่นาที ส่วนในนัดสุดท้ายกับ ฟิลิปปินส์ แม้ เกียรติศักดิ์ จะปรับทีมแบบยกชุด แต่ก็ยังมีทีเด็ดพอสำหรับส่งเจ้าภาพตกรอบแรก จากทีเด็ดท้ายเกมของ ศราวุฒิ คนเดิม

ส่วนในรอบรองชนะเลิศที่พบกับ เมียนมา นั้น “ช้างศึก” ในฐานะเบอร์หนึ่งของอาเซียน ก็เล่นได้อย่างเหนียวแน่น บุกไปเก็บชัยได้ก่อนที่ เนปิดอว์ 2-0 ก่อนกลับมาต้อนคู่ปรับตลอดกาล 4-0 ที่ราชมังคลากีฬาสถาน คว้าตั๋วสู่รอบชิงชนะเลิศ

การกลับมาของ‘พญาครุฑ’

ทีมชาติอินโดนีเซีย ตกอยู่ในภาวะถูกแช่แข็งไปชั่วคราว ภายหลังมีคำสั่งแบนสมาคมฟุตบอลโดยฟีฟ่า จนส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของวงการฟุตบอล รวมถึงอันดับโลกก่อนเข้าร่วมรายการนี้โดยตรง

ปัจจุบัน อินโดนีเซีย ยังได้ อัลเฟรด รีเดิล โค้ชชาวออสเตรีย ซึ่งมีประสบการณ์โชกโชนในระดับอาเซียน ทั้ง อินโดนีเซีย และ เวียดนาม โดยหนนี้ นับเป็นการกลับมารับตำแหน่งเป็นหนที่สาม ถัดจากปี 2010-2011 และ 2013-14 พร้อมผ่าตัดทีมใหม่ โดยไม่เรียกใช้บริการนักเตะตัวเก๋า อย่าง เซอร์จิโอ ฟาน ไดค์ หรือ เกร็ก เอ็นโวโคโล นอกจากนี้ ยังต้องเสีย อิฟราน บัชดิช กองกลางจาก คอนซาโดเล ซัปโปโร ใน เจทู ที่ได้รับบาดเจ็บไปอีกราย

อย่างไรก็ดี อินโดนีเซีย ก็ทำผลงานในรายการนี้ได้น่าประทับใจ เริ่มจากการแพ้ ไทย แบบสูสี 2-4 ตามด้วยการเสมอ ฟิลิปปินส์ 2-2 ก่อนจะมีลูกฮึดยิงแซง สิงคโปร์ 2-1 ในนัดสุดท้าย พลิกสถานการณ์ผ่านเข้ารอบตัดเชือกจนได้

ขณะที่ในรอบรองชนะเลิศ กับทีมแกร่งอย่างเวียดนาม นักเตะ “พญาครุฑ” ก็ทำเซอร์ไพรส์อีกครั้ง ด้วยการเฉือนชนะในสกอร์รวมสองนัด 4-3 โดยเฉพาะจุดโทษสำคัญในช่วงต่อเวลาพิเศษของเลกสอง ที่ฮานอย

เฮดทูเฮด

สำหรับสถิติที่น่าสนใจของทั้งสองทีม เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เคยได้แชมป์รายการนี้มาแล้ว 4 ครั้ง แบ่งเป็นในฐานะผู้เล่น 3 ครั้ง และโค้ช 1 ครั้ง ขณะที่ รีเดิล เคยคุม เวียดนาม แพ้ในนัดชิงรายการนี้ ปี 1998 ต่อ สิงคโปร์ 0-1 ขณะที่ในการคุมอินโดนีเซีย ก็แพ้ มาเลเซีย ในนัดชิงชนะเลิศปี 2010 ด้วยสกอร์รวมสองนัด 2-4

ส่วนการพบกันระหว่าง 2 ทีมในรายการนี้ ไทย เป็นฝ่ายทำได้ดีกว่า คือชนะ 6 ส่วน อินโดนีเซีย ชนะ 2 โดยชัยชนะครั้งสำคัญ คงไม่พ้นนัดชิงชนะเลิศในยุคของ ปีเตอร์ วิธ ในปี 2002 ซึ่งไทยที่เหลือผู้เล่นแค่สิบคนดวลจุดโทษชนะ 4-2 ที่สนามเสนายัน หลังเสมอกัน 2-2 

นอกจากนี้ หากภารกิจของ “ช้างศึก” ในการลุ้นเจ้าอาเซียนครั้งนี้ลุล่วง ทั้งทีมชาติไทย และ “ซิโก้” ก็จะก้าวขึ้นเป็นเจ้าของสถิติแชมป์สูงสุดในรายการด้วยจำนวน 5 สมัยทันที