การจั่วหัวกิจกรรมอะไรสักอย่างหนึ่งว่า “ลดหย่อนภาษีได้” เป็นแรงจูงใจที่ดีที่สุด
อย่างหนึ่งในโลกนี้ให้คนหันมาสนใจครับ โดยเฉพาะกับกิจกรรมที่ไม่ได้รับความนิยม แต่หากคนจำนวนมากมาร่วมแล้ว ก็จะเกิดผลดีมหาศาลกับประเทศ
หนึ่งในกิจกรรมที่ว่านั้นก็คือการปั่นจักรยาน และเมื่อสัปดาห์ก่อน ทาง British Cycling หรือสมาคมจักรยานอังกฤษ ได้เปิดแคมเปญรณรงค์ให้รัฐออกกฎหมายลดหย่อนภาษี ให้ทุกคนที่ปั่นจักรยานไปทำงาน เป็นจำนวนเงิน 250 ปอนด์ต่อปี หรือประมาณ 11,000 บาทไทย ฟังดูอาจจะไม่ใช่ตัวเลขที่เยอะมากเท่าไร แต่ก็ไม่น้อยทีเดียว แผนที่ทาง BC เสนอนั้นก็คือผู้ที่อยากจะได้สิทธิลดหย่อนภาษีนั้น ต้องปั่นจักรยานไปทำงานอย่างน้อย 10 เดือนต่อปี และต้องใช้แอพพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟนในการบันทึกการปั่น เพื่อใช้เป็นหลักฐานว่าปั่นจริงจึงจะขอลดหย่อนภาษีได้
ผลการศึกษาของบริษัทวิจัยอิสระ ตีพิมพ์โดย British Cycling อ้างว่าหากบริษัทใหญ่ๆ รณรงค์ให้พนักงานหันมาปั่นจักรยานแทนการใช้ยานพาหนะอื่นๆ ทางบริษัทก็ขอสามารถขอภาษีคืน โดยการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกในสถานที่ทำงานสำหรับลูกจ้างที่ใช้จักรยาน เช่นที่จอดจักรยาน ห้องอาบน้ำได้เต็มจำนวนที่ลงทุน แต่กำหนดงบสูงสุด 100,000 ปอนด์ หรือประมาณ 41 ล้านบาทต่อปี!
แคมเปญนี้ได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็วจากกลุ่มบริษัทใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Tesco, GSK, Santander และ Coca-Cola นอกจากนี้ยังมี ซาราห์ สโตเร่ นักปั่นพาราลิมปิกชื่อดังของวงการจักรยานอังกฤษ ที่คว้าเหรียญทองในพาราลิมปิกเกมส์ได้ถึง 14 เหรียญ
รายงานการวิจัยดังกล่าวลงรายละเอียดว่าถ้าสามารถทำให้แคมเปญนี้เป็นกฏหมายได้จริง รัฐบาลอาจจะต้องใช้เงินประมาณปีละ 120 ล้านปอนด์ แต่จำนวนเงินนี้อาจจะลดลงทุกๆ ปี ซึ่งทาง BC มั่นใจว่าเงินที่ใช้ลงทุนสนับสนุนการเดินทางด้วยพลังงานทางเลือกนั้นจะประหยัดกว่าการสนับสนุนอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งในที่สุดแล้วงบประมาณที่ต้องจ่ายเพื่อสนับสนุนกฎฏหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการใช้จักรยานของประชาชนทั่วไปจะตกแค่หัวละ 40 บาทต่อคนต่อปีเท่านั้น คิดเป็น 0.3% ของงบประมาณขนส่งประเทศทั้งหมด
ไม่ใช่แค่ประหยัดงบด้านพลังงานและการขนส่ง หากพนักงานส่วนใหญ่เลือกเดินทางด้วยจักรยาน ก็แน่นอนว่าสุขภาพร่างกายจะแข็งแรงขึ้นด้วย คริส บอร์ดแมน อดีตนักปั่นชื่อดังของอังกฤษที่ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาด้านนโยยายของ British Cycling เชื่อว่ารัฐบาลจะได้กำไรในระยะยาว จากการลงทุนสนับสนุนการใช้จักรยานให้มากขึ้น ถนนจะโล่งขึ้น เหลืองบไปสนับสนุนการแพทย์และสาธารณสุขมากขึ้น และช่วยลดมลภาวะได้อย่างมหาศาล และยังช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมจักรยานภายในประเทศอีกด้วย
แน่นอนว่าแคมเปญนี้ยังอยู่ในช่วงระดมผู้สนับสนุน คงต้องดูกันต่อไปว่าทางรัฐบาลอังกฤษ จะกล้ารับนโยบายนี้ไปเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายหรือไม่ เพราะหากทำได้จริงอังกฤษจะเป็นประเทศแรกๆ ในโลกที่มีนโยบายดึงดูดผู้คนให้มาใช้จักรยานได้เป็นรูปธรรมที่สุดและทุกคนได้ประโยชน์ทันทีครับ และมันอาจจะกลายเป็นแรงผลักดันให้รัฐบาลในชาติอื่นๆ หันมาสนใจลงมือทำตามด้วย





