หลังขับเคี่ยวกันมาตลอดฤดูกาล ในที่สุด เอรียา จุฑานุกาล ก็ได้รับการชูมือเหนือ ลิเดีย โค
สำหรับตำแหน่งนักกอล์ฟยอดเยี่ยมประจำปีของ แอลพีจีเอ ทัวร์ พร้อมด้วยแชมป์คะแนนสะสม เรซ ทู เดอะ ซีเอ็มอี โกลบ และเงินโบนัส 1 ล้านดอลลาร์ เมื่อจบรายการสุดท้ายของปี เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
นับเป็นการคว้าถึงสามรางวัลในเวลาห่างกันเพียงสัปดาห์เดียว หลังเพิ่งรับรางวัลเกียรติยศแอลพีจีเอทัวร์ “ฮีเธอร์ ฟาร์ อวอร์ด” หรือนักกีฬาผู้ทุ่มเทให้แก่การเล่นกอล์ฟ ประจำปี 2016 จากการโหวตของเพื่อนร่วมอาชีพ
เมื่อรวมกับแชมป์แอลพีจีเอ ทัวร์แรก การเป็นโปรไทยคนแรกที่ได้แชมป์ระดับเมเจอร์ และการขึ้นเป็นมือ 2 ของโลกแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือปีทองสำหรับ เอรียา อย่างแท้จริง
บททดสอบ
แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ หนทางของ เอรียา กลับไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ โดยเฉพาะการเจอบททดสอบสำคัญๆ ครั้งแล้วครั้งเล่าในช่วงต้นของการเล่นอาชีพ
ใน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ ปี 2013 “โปรเม” เกือบคว้าแชมป์แอลพีจีเอแรกในชีวิต หลังขึ้นนำถึง 2 สโตรกก่อนหลุมสุดท้าย แต่กลับเสียทริปเปิลโบกี จน ปาร์ค อิน บี ที่ตีจบไปก่อนแซงคว้าแชมป์ไปครองอย่างน่าเสียดาย
โชคชะตายังเล่นตลกกับ เอรียา ที่ช่วงหนึ่งไต่ขึ้นไปถึงอันดับ 15 ของโลก เมื่อประสบอุบัติเหตุลื่นล้มในรอบซ้อมรายการ เวกแมนส์ แอลพีจีเอ แชมเปียนชิพ จนบาดเจ็บหนักที่ไหล่ขวา และไม่ได้ลงแข่งขันจนจบฤดูกาล
ขณะที่ในปี 2015 แม้จะได้ทัวร์การ์ด เพื่อเข้าร่วมแข่งชันใน แอลพีจีเอ ทัวร์ แต่ก็ยังไม่สามารถเรียกฟอร์มที่ดีที่สุดกลับมาได้ จนมีช่วงหนึ่งที่ไม่ผ่านการตัดตัวถึง 10 รายการติดต่อกัน
แม้แต่ในฤดูกาลล่าสุด เอรียา ก็ยังเริ่มได้ไม่ดีนัก เมื่อไม่ผ่านการตัดตัวตั้งแต่รายการแรก “เพียว ซิลค์-บาฮามาส แอลพีจีเอ คลาสสิค” เมื่อเดือนม.ค. อย่างไรก็ดี นั่นคือรายการสุดท้าย ที่ เอรียา ไม่ผ่านการตัดตัวในปีนี้ ก่อนจะค่อยๆไต่จากอันดับ 63 ขึ้นมาเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของตัวเอง ในเวลาถัดมา
ปลดล็อค
ในเดือนพ.ค. ความสำเร็จแรกบนเส้นทางอาชีพของ เอรียา ก็มาถึง ในรายการ โยโกฮามา ไทร์ แอลพีจีเอ คลาสสิค ที่อลาบามา
แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ เอรียา ต้องตกอยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาลอีกครั้ง เมื่อขึ้นนำโปรอีกสามคน ทั้ง สเตซี ลูอิส, มอร์แกน เพรสเซิล และ เอมี หยาง เพียงสโตรกเดียว และจำเป็นต้องเก็บพาร์ให้ได้ในหลุมสุดท้าย เพื่อตำแหน่งแชมป์ และเจ้าตัวก็แสดงให้เห็นว่าสามารถรับมือกับแรงกดดันดังกล่าวได้ กระทั่งปลดล็อคให้ตัวเองได้สำเร็จ และเปลี่ยนเดือนดังกล่าวให้เป็นช่วงเวลาของตนไปพร้อมกัน
เพราะอีกสองรายการที่แข่งขันในเดือนพ.ค. ทั้ง คิงส์มิลล์ แชมเปียนชิพ และ แอลพีจีเอ วอลวิค แชมเปียนชิพ ล้วนจบลงด้วยชัยชนะของสาวน้อยมหัศจรรย์จากไทย โดยเฉพาะในรายการหลังสุด เจ้าตัวจบรายการด้วยการทิ้งห่างคู่แข่งถึง 5 สโตรก
ความสำเร็จยังมาเยือนต่อเนื่อง เมื่อ เอรียา บันทึกชื่อเป็นโปรไทยคนแรกที่ได้แชมป์ระดับเมเจอร์ ด้วยการคว้าแชมป์ ริโคห์ วีเมนส์ บริทิช โอเพน ในเดือนก.ค.
แม้จากนั้นจะมีเสียงวิจารณ์อยู่บ้าง สำหรับการตัดสินใจถอนตัวกลางคันในโอลิมปิกที่ริโอ เพราะอาการบาดเจ็บ แต่ เอรียา และทีมงานก็พิสูจน์ว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ด้วยตำแหน่งแชมป์แอลพีจีเอที่ 5 ของปี ในรายการ แคนาเดียน แปซิฟิก วีเมนส์ โอเพน ในสัปดาห์ถัดมา ขยับขึ้นมาเป็นมือ 2 ของโลกจนถึงปัจจุบัน
ทัวร์นาเมนท์วัดใจ
ใน ซีเอ็มอี ทัวร์ แชมเปียนชิพ รายการสุดท้ายของฤดูกาล เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เอรียา และ โค ต้องขับเคี่ยวกัน เพื่อชิงแชมป์คะแนนสะสม เรซ ทู เดอะ ซีเอ็มอี โกลบ และนักกอล์ฟยอดเยี่ยมประจำปีของ แอลพีจีเอ ทัวร์ ในสถานการณ์ที่มือ 2 ของโลกชาวไทยได้เปรียบเล็กน้อย เพราะ โค จำเป็นต้องคว้าแชมป์ให้ได้
และเมื่อถึงเวลาลงแข่งขันจริง โมเมนตัม ก็เหวี่ยงกลับไปทางมือหนึ่งชาวนิวซีแลนด์จริงๆ เมื่อ “โปรเม” ออกสตาร์ทได้ไม่ดีนักในวันแรก และในวันที่ 2 โค ก็ระเบิดฟอร์มยอดเยี่ยมขึ้นเป็นผู้นำของรายการ ทิ้งห่าง เอรียา ถึง 8 สโตรก
แต่ในกีฬากอล์ฟนั้น ทุกอย่างพลิกผันได้เสมอ เมื่อในวันที่ 3 เอรียา เป็นฝ่ายตีตื้นกลับมาด้วยผลงาน 7 อันเดอร์พาร์ ขณะที่ โค เกิดสะดุดจนสกอร์กลับมาเท่ากัน ต้องตัดสินผลงานในวันสุดท้าย
แม้ เอรียา จะออกสตาร์ทด้วย 2 โบกี ใน 3 หลุมแรก แต่ก็แก้ตัวจนจบที่ 14 อันเดอร์พาร์ รั้งอันดับ 4 ร่วม ส่วน โค พลาดเสีย 2 โบกี 1 ดับเบิลโบกี มี 11 อันเดอร์พาร์ จบในอันดับ 10 ร่วม ส่งผลให้ 2 รางวัลสำคัญตกเป็นของ เอรียา ในที่สุด
ในวัย 20 ย่าง 21 (พรุ่งนี้ 23 พ.ย. คือวันครบรอบวันเกิดของเจ้าตัว) เอรียา ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเป็นนักกอล์ฟระดับโลกตัวจริงเสียงจริง ขณะที่รางวัลแห่งความเพียรที่ได้รับในปีนี้ น่าจะเป็นแรงส่งในการก้าวสู่เป้าหมายถัดไป นั่นคือการก้าวขึ้นมาขับเคี่ยวกับ โค อย่างเต็มตัว สำหรับการชิงตำแหน่งนักกอล์ฟหญิงเบอร์หนึ่งของโลกคนต่อไป





