วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

2 คนในร่างเดียว แมนนี ปาเกียว

สำหรับแฟนมวยทั่วโลก แมนนี ปาเกียว คือหนึ่งในสุดยอดกำปั้นแห่งยุค

 ผู้ใช้พลังกำปั้นไต่เต้าจากนักมวยโนเนมขึ้นมาสู่เวทีระดับโลก

แต่สำหรับชาวฟิลิปิโนแล้ว ภารกิจของ “แพ็คแมน” ทั้งยิ่งใหญ่และสำคัญกว่านั้นมากนัก...

สงครามยาเสพติด​

หลังประกาศอำลาสังเวียนเป็นการชั่วคราว เมื่อสิ้นสุดไฟท์กับ ทิโมธี แบรดลีย์ เมื่อเดือนเม.ย. เพียง 7 เดือน เอมมานูเอล ดาปิดราน ปาเกียว ก็หวนคืนสู่วงการหมัดมวยอีกครั้ง โดยมีเดิมพันเป็นเข็มขัดแชมป์โลกรุ่น เวลเตอร์เวท ขององค์กรมวยโลก (ดับเบิลยูบีโอ) กับ เจสซี วาร์กาส นักชกรุ่นน้องที่อายุอานามห่างกันถึง 10 ปี

ปาเกียว เดินทางมาถึง ลาส เวกัส สถานที่จัดงานแถลงข่าว ท่ามกลางแฟนมวยจำนวนมาก ที่มารอคอยเพื่อใกล้ชิดกับสุดยอดนักชก และที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือจำนวนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ที่มาคอยอารักขาวุฒิสมาชิกของฟิลิปปินส์ผู้นี้

“ที่นี่ ผมมาเพื่อเผชิญหน้ากับคู่ชกบนเวที แต่ที่ฟิลิปปินส์ งานของผมคือการต่อสู้กับยาเสพติด และเจ้าหน้าที่พวกนี้มาเพื่อช่วยดูแลความปลอดภัยให้ผม”

ปาเกียว ถือเป็นหนึ่งในทีมงานผู้ใกล้ชิด โรดริโก ดูเตอร์เต ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ผู้ประกาศสงครามกับผู้ค้ายาเสพติด จนนำไปสู่การปราบปรามครั้งใหญ่ และมีผู้เสียชีวิตไปแล้วหลายพันคน

“ผมต้องมีบอดี้การ์ดหลายคนระหว่างอยู่ที่ฟิลิปปินส์ เลขาของผมต้องรับโทรศัพท์พร้อมคำขู่เอาชีวิต หรือลักพาตัวตลอดเวลา ซึ่งคงมีทั้งที่จริงและไม่จริง แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะผมพยายามหลีกเลี่ยงการไปอยู่ในสถานที่อันตรายอยู่แล้ว”

โลกแห่งหมัดมวย

ย้อนกลับไปเมื่อกว่าสองทศวรรษ ปาเกียว หันหลังให้กับการเรียน ตั้งแต่อายุ 14 ปี เพื่อหาเลี้ยงครอบครัวด้วยพลังกำปั้น สองปีให้หลังจากการฝึกฝนอย่างหนัก เด็กหนุ่มร่างเล็กผอมเกร็งขึ้นเวทีอาชีพเป็นครั้งแรก โดยมีเป้าหมายคือชัยชนะ ทั้งคู่แข่งที่อยู่ตรงหน้า และความยากจน

“ผมต้องนั่งเรือไปขึ้นฝั่งที่ท่าเรือเก่าๆแห่งนึง จากนั้นต้องนั่งรถบนถนนลูกรังที่เป็นหลุมบ่ออีกสามชั่วโมงกว่าจะไปถึง” ปาเกียว รำลึกถึงไฟท์แรกในชีวิต กับ เอ็ดมุนด์ เอนติง อิกนาโช เมื่อ 22 ม.ค. 1995 ที่จบลงด้วยชัยชนะแบบไม่เป็นเอกฉันท์

จากค่าตัวในไฟท์แรก เพียง 100 เปโซ (ราว 20 ดอลลาร์) ปาเกียว ขึ้นถึงจุดสูงสุดเป็นครั้งแรก ด้วยการน็อก ฉัตรชัย อีลิทยิม ชิงเข็มขัดแชมป์โลกรุ่นฟลายเวทของสภามวยโลก (ดับเบิลยูบีซี) ไปครอง แม้จะเสียแชมป์ดังกล่าวอย่างรวดเร็ว ด้วยการแพ้น็อค เม็ดเงิน กระทิงแดงยิม ในปีถัดมา แต่หลังตัดสินใจข้ามน้ำข้ามทะเลไปใช้ชีวิตในสหรัฐ เส้นทางของ “แพ็คแมน” ก็ไปไกลกว่าที่ทุกคนจะคาดคิด

ค่าตัวของ ปาเกียว ในไฟท์ล่าสุดกับ วาร์กาส คือ 8 ล้านดอลลาร์ (ราว 279.5 ล้านบาท) โดยที่ครึ่งหนึ่ง จะถูกนำไปบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ในฟิลิปปินส์ แม้ไม่มีการระบุตัวเลขที่ชัดเจน แต่ว่ากันว่า เม็ดเงินที่ ปาเกียว คืนสู่สังคมตลอดการชกอาชีพ อาจสูงถึง 100 ล้านดอลลาร์ หรือราว 3,500 ล้านบาท 

“ตอนออกจากบ้านไปที่มะนิลา ผมต้องนอนข้างถนน อดมื้อกินมื้อ หลายครั้งต้องประทังชีวิตด้วยน้ำเปล่า แต่ผมก็ภูมิใจในตัวเองและครอบครัว การมีชีวิตรอดมาได้ และประสบความสำเร็จในฐานะนักมวย ผมเชื่อว่าเป็นเพราะพระผู้เป็นเจ้าต้องการให้ผมช่วยเหลือผู้คน”

เส้นทางการเมือง

ปาเกียว ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในระดับเทศบาลของกรุงมะนิลา เมื่อ 9 ปีที่แล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จากนั้นใน พ.ศ. 2553 เจ้าตัวก็ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดซารังกานี ด้วยคะแนนที่ขาดลอยเหนือผู้รับสมัครรายอื่นๆ

และในเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ปาเกียว ก็ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาของฟิลิปปินส์ และเป็นผู้ผลักดันให้ใช้บทลงโทษประหารชีวิตสำหรับคดีฆาตกรรม ค้ายาเสพติด และข่มขืนกระทำชำเรา แม้ตลอดมา เจ้าตัวจะเป็นที่รู้จักในฐานะนักชกผู้เคร่งศาสนาก็ตาม "ผมเชื่อว่าควรมีข้อยกเว้น สำหรับคนที่ก่ออาชญากรรมรุนแรง” 

ระหว่างการเตรียมตัวขึ้นชกกับ วาร์กาส ปาเกียว ยืนยันว่าไม่เคยพลาดการเข้าประชุมสภาแม้แต่ครั้งเดียว แม้นั่นหมายความว่าใน 1 วัน เจ้าตัวต้องทำทั้งสองสิ่งควบคู่กันไปทั้งกลางวันและกลางคืนก็ตาม “ผมต้องใช้สมองอย่างหนักในฐานะสมาชิกวุฒิสภา ขณะเดียวกัน ผมก็ต้องฝึกฝนร่างกายอย่างหนักควบคู่กันไป”

แชมป์โลกวุฒิสภา

“ผมอยากสร้างประวัติศาสตร์เป็นสมาชิกวุฒิสภาคนแรก ที่ได้เป็นแชมป์โลก” คือคำกล่าวของ ปาเกียว ในงานแถลงข่าว และเจ้าตัวก็ทำสำเร็จ ด้วยการชนะคะแนน วาร์กาส อย่างเป็นเอกฉันท์ เพิ่มสถิติการชกของตัวเองเป็น ชก 67 ชนะ 59 แพ้ 6 นับเป็นการคว้าแชมป์โลกรุ่นเวลเตอร์เวท ของ ดับเบิลยูบีโอ เป็นสมัยที่ 3 จนเริ่มทำให้ผู้คนคาดหวังจะได้เห็น “รีแมทช์” ของไฟท์หยุดโลกกับ ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ อีกครั้งในเร็ววันนี้

แต่สำหรับ ปาเกียว ไฟท์กับ เมย์เวทเธอร์ อาจไม่สำคัญเท่ากับภารกิจที่รออยู่ตรงหน้า เมื่อเจ้าตัวต้องกลับไปสะสางงานในฐานะสมาชิกวุฒิสภาเป็นลำดับแรก

“การชกจบลงแล้ว ผมคงต้องพักมันไว้ก่อน และมีสมาธิกับการทำงานในสภา”