สัปดาห์ที่แล้วมีข่าวน่าสนใจ เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เข้าจับกุมขบวนการหลอกลวงชาวบ้านให้สมัครสมาชิกเข้าโครงการ
ธนาคารหมู่บ้านไบโอดีเซลและสหกรณ์พลังงานเพื่อไทย ตามแนวพระราชดำริ
ปฏิบัติการของดีเอสไอ เกิดขึ้นภายหลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้านในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือว่า ตกเป็นเหยื่อของขบวนการนี้มากถึง 2 หมื่นราย
ขณะที่ดีเอสไอ ได้รับหนังสือยืนยันจากสำนักพระราชวังว่า ไม่เคยมีโครงการตามที่ขบวนการนี้แอบอ้าง!
วิธีการหลอกลวงให้ชาวบ้านเข้าร่วมโครงการฯ เริ่มต้นจากบุคคลที่อุปโลกน์ตัวเองเป็นประธานโครงการฯ ลงพื้นที่ไปหาสมาชิกตามหมู่บ้านต่างๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จูงใจว่าหากเข้าร่วมโครงการฯ จะแนะนำวิธีการปลูก “พืชสบู่ดำ” เพื่อใช้ผลิตเป็นน้ำมันไบโอดีเซล และระหว่างที่ชาวบ้านว่างเว้นจากการทำนา ทำสวน ทำไร่ ทางโครงการจะมอบหมู ปลา และพืชพันธุ์ทางการเกษตรให้ชาวบ้านนำไปเพาะปลูก
แต่เงื่อนไขของการเข้าร่วมโครงการฯก็คือ ในแต่ละหมู่บ้านจะต้องมีคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการฯ ทั้งประธาน รองประธาน และสมาชิก หากเป็นประธานจะต้องเสียค่าใช้จ่ายแรกเข้าจำนวน 3,500 - 4,000 บาท ส่วนสมาชิกเสียค่าแรกเข้า 300-400 บาท จากนั้นในแต่ละเดือน ประธานกับรองประธานจะได้รับเงินเดือนนับหมื่นบาท ส่วนสมาชิกจะได้รับ 2,000 บาท
นอกจากนี้สมาชิกยังสามารถกู้เงินในโครงการฯ ได้รายละ 50,000-100,000 บาท โดยไม่มีดอกเบี้ยอีกด้วย
โครงการนี้เริ่มหาสมาชิกมาเกือบ 10 ปีแล้ว มีสมาชิกกว่า 2 หมื่นราย แต่เมื่อเก็บเงินค่าแรกเข้าไป โครงการก็ไม่ได้มีความคืบหน้า เงินเดือนก็ไม่ได้รับ จะกู้เงินก็ไม่สามารถกู้ได้
ดีเอสไอได้ขอหมายศาลทหารเข้าจับกุมขบวนการแอบอ้างเบื้องสูงระดมทุนเข้าโครงการธนาคารไบโอดีเซลฯ ที่ อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ คือ นายธิลาศ ผาดี, นายอุทร รัตธิกุล และ นายสุรัตน์ สิงห์วงศ์ โดยแจ้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่าด้วยการหมิ่นสถาบันเบื้องสูง และความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน แต่ทั้งหมดให้การปฏิเสธ
นายธิลาศ หนึ่งในผู้ต้องหา ชี้แจงว่าไม่ได้หลอกชาวบ้าน แต่โครงการยังไม่เกิดขึ้น เนื่องจากอยู่ระหว่างรอเงินทุนจากต่างประเทศ
จากการตรวจสอบของ “ทีมล่าความจริง” พบว่าจนถึงปัจจุบัน เว็บไซต์ของโครงการฯ ยังไม่ถูกปิด และยังคงแอบอ้างสถาบันเบื้องสูงชักชวนชาวบ้านเข้าร่วมโครงการฯอย่างต่อเนื่อง
ขบวนการหลอกลวงลักษณะนี้ “ทีมล่าความจริง” ตรวจสอบเพิ่มเติมจนพบว่า น่าจะเข้าข่ายเป็น “แชร์ลูกโซ่” รูปแบบหนึ่ง โดยปกติแล้วแชร์ลูกโซ่จะเป็นการหลอกให้ลงทุนเพื่อทำธุรกิจบางอย่าง แต่ไม่มีหรือไม่เน้นตัวสินค้า เช่น ธุรกิจขายตรง ทว่าไม่มีตัวสินค้า หรือลงทุนในกองทุนเพื่อเก็บเงินค่าสมาชิกให้ได้สมาชิกเยอะๆ โดยหลอกว่าจะมีเงินปันผลจำนวนมาก เมื่อถึงเวลาที่หมุนเงินไม่ทัน ก็จะปิดตัวแล้วหลบหนีหายไป
ความแตกต่างของแชร์ลูกโซ่ธนาคารไบโอดีเซลฯรายนี้ หากเปรียบเทียบกับแชร์ลูกโซ่วงอื่นๆ ก็คือ การแอบอ้างสถาบันเบื้องสูง นำโครงการพระราชดำริมาอ้างเพื่อหลอกลวงประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มรากหญ้าที่ประสบปัญหายากจนอยู่แล้ว
วิธีการแอบอ้างเบื้องสูงมีการดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอน โดยที่สถาบันอันเป็นที่เคารพรักของปวงชนชาวไทยไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วยเลย
อันดับแรก คือ การสร้างประวัติของประธานโครงการให้ดูน่าเชื่อถือ เช่น วุฒิการศึกษา บางคนอ้างว่าจบถึงปริญญาเอก บางคนอ้างว่าได้รับการยกย่องเป็นบุคคลดีเด่นทางด้านคุณธรรม บางคนอ้างว่าจบการศึกษาจากต่างประเทศ สาขาบริหารธุรกิจโดยตรง แต่โดยมากข้อมูลพวกนี้มักไม่เป็นความจริง
ต่อมาคือการสร้างความเกี่ยวข้องกับสถาบันเบื้องสูง เช่น แอบอ้างว่าได้รับรางวัลต่างๆ จากพระบรมวงศานุวงศ์ โดยต้องมีภาพถ่ายยืนยันเพื่อความน่าเชื่อถือ แต่ภาพเหล่านั้นล้วนเป็นภาพตัดต่อ
เจ้าของแชร์ลูกโซ่ทั้งแบบธรรมดาและแบบแอบอ้างสถาบันเบื้องสูงนี้ ถึงที่สุดแล้วพฤติการณ์ไม่แตกต่างกัน เพียงแต่การแอบอ้างเบื้องสูงก็เพื่อให้ดูน่าเชื่อถือยิ่งขึ้นเท่านั้น
แต่ปัญหาที่น่าวิตกก็คือ หลายครั้งที่บรรดาท้าวแชร์ลูกโซ่ถูกจับกุมและได้รับประกันตัวออกไป ก็มักจะไปเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนามสกุล แล้วไปเปิดแชร์ลูกโซ่วงใหม่ ทำให้วงจรเหล่านี้ไม่ถูกทำลายเสียที
ล่าสุด สมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย ได้เสนอผ่าน “ทีมล่าความจริง” ว่า เจ้าหน้าที่น่าจะใช้ดุลยพินิจไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว หรือประกันตัว เพื่อป้องกันคนเหล่านี้หลบหนี ไปเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล แล้วเดินสายหลอกชาวบ้านต่อไปอีก





