วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กทม.เตรียมของบหมื่นล้าน สร้างสะพานเกียกกาย

"กทม." เตรียมของบรัฐบาล 10,500 ล้านบาท สร้างสะพานเกียกกาย เชื่อมฝั่งธนบุรี แก้ปัญหาจราจร พร้อมถก "พล.อ.ประวิตร" 1 ก.ย.นี้

ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร(กทม.) รายงานข่าวแจ้งว่า ในการประชุมคณะผู้บริหารซึ่งมี ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. เป็นประธานการประชุมสำนักการโยธา (สนย.) ได้รายงานความคืบหน้าโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณแยกเกียกกาย โดยสนย.ได้ศึกษาออกแบบรายละเอียดเสร็จแล้ว ส่วนการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) เสร็จแล้วเช่นกัน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) ขณะที่ ร่างพรฎ.ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 ก.ย.2558 ปัจจุบันอยู่ระหว่างตราพระราชกฤษฎีกาบังคับใช้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างของบประมาณประจำปี 2560 เพื่อมาดำเนินการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินและชดเชยสิ่งก่อสร้างในพื้นที่ทหารที่ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตาม สนย.ได้เตรียมข้อมูลเพื่อชี้แจงพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 1 ก.ย.นี้ ภายหลังจากที่ได้รายงานความคืบหน้าในที่ประชุมหารือข้อราชการของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานการประชุม เมื่อวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมาไปแล้ว

ทั้งนี้ รายงานข่าวระบุว่า จากผลการศึกษาของสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร พบว่าปริมาณการจราจรข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาในอนาคต พ.ศ.2574 หรืออีก 20 ปีข้างหน้า จะเพิ่มขึ้นเป็น 2.6 ล้านคันต่อวัน หากไม่มีการก่อสร้างสะพานเพิ่มขึ้นจะส่งผลให้ความเร็วเฉลี่ยในการเดินทางลดลงเหลือประมาณ 2 - 5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยจากการวิเคราะห์จราจร ผลการคาดการณ์ความเร็วการจราจรช่วงชั่วโมงเร่งด่วนเช้า ปี 2564 กรณีที่ยังไม่มีอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ความเร็วเฉลี่ยจะอยู่ที่ 10 - 24 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยจุดวิกฤตอยู่ที่บริเวณสะพานพระราม 7 และสะพานกรุงธนบุรี แต่เมื่ออาคารรัฐสภาแห่งใหม่เปิด ความเร็วเฉลี่ยจะอยู่ที่ 6 - 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยจุดวิกฤตอยู่ที่บริเวณสะพานพระราม 7 สะพานกรุงธนบุรี ถนนสามเสน ถนนทหาร ถนนประชาราษฎร์สาย 1 และถนนประชาราษฎร์สาย 2

อย่างไรก็ตาม หากมีการเปิดใช้งานอาคารรัฐสภาและสะพานเกียกกาย ความเร็วเฉลี่ยจะอยู่ที่ 12 - 29 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และไม่มีจุดวิกฤต เนื่องจากปริมาณจราจรกระจายเฉลี่ยไปยังสะพานแห่งใหม่ ส่วนรูปแบบโครงการจะเป็นการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ขนาด 6 ช่องจราจร พร้อมทั้งก่อสร้างทางยกระดับ ขนาด 4 - 6 ช่องจราจร เชื่อมต่อจากสะพานทั้งฝั่งธนบุรีและฝั่งพระนคร นอกจากนี้ยังทำถนนระดับดิน(ใต้ทางยกระดับ) ขนาด 6 - 8 ช่องจราจร ระยะทางรวม 5.9 กิโลเมตร โดยมีทางขึ้น-ลง จำนวน 9 แห่ง ขณะที่งบประมาณการก่อสร้าง กทม.จะขอจัดสรรจากรัฐบาลทั้งโครงการมูลค่าโครงการรวม 10,500 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าก่อสร้าง 4,500 ล้านบาท และค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน และชดเชยการใช้ที่ราชพัสดุของทหาร จำนวน 6,000 ล้านบาท

“การชดเชยการใช้ที่ราชพัสดุของทหาร แบ่งเป็นที่ราชพัสดุ ประกอบด้วย ที่ดินของรัฐที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 98 แปลง สิ่งปลูกสร้างของรัฐที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 87 หลัง รวมค่าชดเชยสิ่งปลูกสร้าง ประมาณ 2,000 ล้านบาท และที่เอกชน ประกอบด้วย ที่ดินของเอกชนที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 284 แปลง สิ่งปลูกสร้างของเอกชนที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 405 หลัง รวมค่าชดเชยที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประมาณ 4,000 ล้านบาท ” รายงานข่าวระบุ

ส่วนกรณีที่มีการทักท้วงจากหลายฝ่ายเพราะเกรงว่าการก่อสร้างสะพานแห่งนี้ จะบดบังความสวยงามของอาคารรัฐสภาแห่งใหม่นั้น แต่เมื่อเทียบสัดส่วนขนาดของสะพานกับอาคารัฐสภาแล้วพบว่าสะพานมีขนาดเล็กมาก ซึ่งมุมมองที่จะบดบังอาคารรัฐสภามีน้อยมากเช่นกัน นอกจากนี้จากการศึกษาในการก่อสร้างเป็นอุโมงค์นั้นพบว่า ไม่สามารถใช้อุโมงค์ลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยาโดยตรงได้ เพราะอุโมงค์ไม่สามารถเชื่อมโยงกับถนนจรัญสนิทวงศ์ อีกทั้งการเชื่อมโยงโครงข่ายจราจรฝั่งธนบุรีจำเป็นต้องก่อสร้างถนนแนวใหม่ เพื่อเชื่อมกับถนนราชพฤกษ์ รวมทั้งผลกระทบด้านเวนคืนมีมากกว่าการก่อสร้างสะพาน และผลกระทบต่อการจราจรระหว่างก่อสร้างก็มากกว่าเช่นกัน ที่สำคัญงบประมาณก่อสร้างสูงกว่า 4 เท่า มีค่าดำเนินการและบำรุงรักษาประมาณ 50 ล้านบาทต่อปี