ความฝันอีกบทของ "โปรหนำ" นักไตรกีฬาหญิงไทยคนเดียวที่เข้าแข่งขันรายการ Ironman สนาม Kona ที่ได้ชื่อว่าเป็นโอลิมปิกของไตรกีฬา
โปรหนำ โค้ชหนำ ครูหนำ หรือพี่หนำ นักไตรกีฬาหญิงไทยที่แน่วแน่อยู่ในเส้นทางไตรกีฬามากว่า 10 ปี และเป็นหญิงไทยคนเดียวที่เข้าแข่งขันรายการ Ironman ในสนาม Kona ฮาวาย ซึ่งเปรียบเหมือนเป็นโอลิมปิกสำหรับไตรกีฬาซึ่งเป็นสนามยากที่สุดในโลก คัดแต่ผู้ที่เป็นที่สุดและผู้ที่มีประสบการณ์แข่ง Ironman จบครบ 12 สนามขึ้นไปอีกด้วย เธอเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักไตรกีฬาและนักวิ่งหลายคนที่ต้องการจะเสริมสร้างความแกร่งและพุ่งสู่เส้นชัยที่ไกลขึ้นเรื่อยๆ
“พี่หนำ” น้ำเพชร พรธารักษ์เจริญ ก็เหมือนหลายๆ คนที่ไม่ได้สนใจการออกกำลังกายมาก่อน จนราวปี 2549 พี่หนำที่เพิ่งจบปริญญาตรีหมาดๆ ก็มาออกกำลังกายเป็นเพื่อนคุณแม่ซึ่งเป็นโรคหัวใจ จากเดินเป็นวิ่ง จากวิ่งแล้วเหนื่อยมากก็กลายเป็นวิ่งสบายๆ จากวิ่งมาว่ายน้ำ พี่หนำสนุกกับการออกกำลังกายทุกวัน ตอนนั้นทั้งไตรกีฬาและการวิ่งในงานแข่งขันยังไม่เคยอยู่ในหัว แต่เมื่อมีรุ่นพี่ชักชวนให้ลงมินิมาราธอนครั้งแรก พี่หนำก็วิ่ง 10 กม.จบในเวลา 55 นาที โดยไม่เหนื่อยเลย “คาดว่าทุกวันที่วิ่งน่าจะอยู่ที่ราว 7-12 กม.อยู่แล้ว” จากมินิมาราธอนแรก ทำให้พี่หนำตั้งเป้าว่าจะสะสมเหรียญจากงานวิ่งต่างๆ เป้าหมายนั้นก็ขยับไกลออกไปตามระยะวิ่ง ไปสู่ Half Marathon 21 กม. Full Marathon 42.195 กม. ซึ่งมักได้รางวัลที่ 1- 3 ในประเภทหญิงเสมอ จากนั้นไม่ใช่แค่ระยะและความวิบากเท่านั้น เธอยังไปสู่วงการไตรกีฬาอีกด้วย
หญิงเหล็กไตรกีฬา
จากการชักชวนของรุ่นพี่คนเดิม ปี 2003 พี่หนำก็จบไตรกีฬาครั้งแรกอย่างสนุกสนาน แม้จะพบว่าใช้จักรยานผิดประเภท แม้จักรยานจะเป็นไม้เบื่อไม้เมากับเธออยู่นาน แต่ในที่สุดก็กลายเป็นอีกกีฬาหนึ่งที่ขาดไม่ได้แล้ว
การแข่งไตรกีฬาส่วนใหญ่ในเมืองไทยจะมีแต่ระยะ Sprint และ Olympic (ต่อมามีระยะ Half Ironman ด้วย) ในช่วง 1 ปีนั้นพี่หนำก็ลงฟุลมาราธอนสลับกับไตรกีฬา จนกระทั่งได้ดูรายการแข่งไตรกีฬา Ironman ของต่างประเทศ
“พอเห็นตัวเลขว่ายน้ำ 3.8 กม. จักรยาน 180 กม. และวิ่ง 42 กม. เราก็อะไรกัน! Ironman ต้องอึดแค่ไหนเนี่ย” จากนั้นการแข่ง Ironman คือความฝันของพี่หนำ และเหมือนชะตาลิขิต ต่อมาไม่นานเธอก็ได้ไปพบกับคนไทยกลุ่มแรกที่ไปแข่ง Ironman และพี่หนำก็ตามไปแข่งด้วยในปีถัดมา การแข่ง Ironman ครั้งแรกให้บทเรียนแก่พี่หนำมาก จากนั้นเป็นต้นมาพี่หนำก็ลงแข่ง Ironman ทุกปี ช่วงแรกเธอยังมีความกังวลว่าจะแข่งไม่จบ ระยะหลังก็ไม่กังวลแล้ว แต่ต้องการทำเวลาให้ดีขึ้นในแต่ละสนามที่มีเงื่อนไขแตกต่างกันมากกว่า
เป้าหมายของหญิงเหล็ก
การแข่งขัน Ironman เป็นเป้าหมายที่พี่หนำตั้งไว้ทุกปี โดยวางแผนให้เป็นทริปท่องเที่ยวประจำปีด้วย จึงศึกษาทั้งรูปแบบของสนามในประเทศต่างๆ (เน้นสนามที่มีความท้าทายใหม่ๆ) และหาข้อมูลท่องเที่ยวด้วย
ขณะเดียวกัน เธอก็ยังคงวิ่งมาราธอนอยู่เสมอ และวิ่งระยะอัลตร้ามาราธอน 100 กม. ได้สำเร็จแล้ว แต่ยังมีอีกความตั้งใจหนึ่งที่ต้องพิชิตให้ได้ก็คือ Ultra-TrailMt. Fuji (UTMF) 100 ไมล์ หรือ 160 กม. ในการแข่งขันปีที่ผ่านมา พี่หนำไปไม่ทันเวลาตัดตัวที่เช็คพอยท์สุดท้าย ซึ่งคลาดไปเพียงนาทีเศษเท่านั้น
“เป้าหมายปีนี้ก็คือทำให้ตัวเองจบ 100 ไมล์ที่ฟูจิให้ได้ แม้พี่คิดว่าร้อยไมล์อาจไม่ใช่ระยะที่เหมาะกับตัวเอง เพราะเป็นคนที่อดนอนไม่ได้ การอดนอนคือการฝืนร่างกายจนรู้สึกว่าพลังชีวิตหายไป เลยคิดว่าถ้ายังไม่แข็งแรงพอที่จะวิ่งร้อยไมล์ใน 30 ชั่วโมงก็จะไม่แข่ง ตอนนี้ 100 กม.คือระยะที่แฮปปี้แล้ว แต่ถ้าในอนาคตวิ่งได้เร็วขึ้น แข็งแรงกว่านี้ ร้อยไมล์อาจเป็นเป้าหมายใหม่ก็ได้”
ความสุขที่เส้นชัย
ในชีวิตนักกีฬา พี่หนำวิ่งเข้าเส้นชัยมาแล้วหลายร้อยครั้ง แต่ทุกครั้งหัวใจก็ยังพองโต
“สิ่งที่ทำให้อยู่ตรงนี้ได้คือความสุขที่ได้เห็นตัวเองไปยืนอยู่ตรงเส้นชัยของงานไหนก็ตามที่ตั้งใจไว้ อย่าง Ironman เราจะวางแผนแต่ละปีว่าจะไปที่ไหน แล้วก็ซ้อมๆๆ เป็นคนชอบแข่งแต่ไม่ชอบซ้อม พอได้แข่งก็เป็นความรู้สึกที่เมื่อทำอะไรมายาวนาน 3 – 5 เดือน แล้ววันนี้จะเป็นบิ๊กเดย์ที่ฉันรอคอยทุกปี วินาทีที่เราเข้าเส้นชัยมันมีความสุขมากสิ่งที่เราตั้งใจ ทุ่มเท และใฝ่ฝันถึงทำสำเร็จแล้ว ความรู้สึกตรงนี้หล่อหลอมเรา ให้เรารู้ว่าเราทำได้ มีความสุขและตื่นเต้นทุกครั้ง ไม่เคยเฉยๆ เลย”
ส่งต่อความสุขกับบทบาทผู้จัด
พี่หนำซึ่งย้ายไปอยู่ที่เชียงใหม่ได้เริ่มจัดงานวิ่งของตัวเองขึ้นที่นั่นเมื่อปลายปีที่แล้ว อาศัยการซ้อมวิ่งทุกวันเป็นการสำรวจเส้นทางใหม่ๆ และทำการบ้านออกมาเป็นทางที่วิ่งได้จริงและสนุก นอกจากงานวิ่งก็มีงานทวิกีฬา เพราะวิ่งและปั่นจักรยานนั้นเป็นทางของคนเชียงใหม่อยู่แล้ว แต่สำหรับไตรกีฬาที่ต้องมีสถานที่เหมาะสม พี่หนำยังไม่พบสถานที่ที่ตรงใจ จึงเลือกจัดทวิกีฬาก่อน
“เราจัดงานทวิกีฬาในเส้นทางที่สวย รถน้อย และปลอดภัย ในเมืองไทยทวิกีฬาไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าไตรกีฬา พอมีงานคนก็สมัครแค่หลักสิบ ครั้งแรกมีคนมาจริงเกือบร้อย จัดครั้งที่ 2 เรารับสมัครแค่ 200 กว่าคนก็เต็ม เพราะเราทำกันเล็กๆ ยังไม่งบหรือกำลังมากพอ อย่างงานวิ่งที่เริ่มปีที่แล้ว ก็เริ่มจากคนน้อยๆ เราอาจจัดได้ดี จึงมีการบอกต่อกัน พอปีที่สอง เปิดรับสมัครก็เต็มเร็วมาก”
การเลือกลงแข่งสักงาน คนส่วนใหญ่ตัดสินจากรูปแบบของงาน ประสบการณ์ของผู้จัดอย่างพี่หนำก็อาจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นักวิ่งและนักปั่นอยากมาลองกัน
“เหมือนทดลองกันและกัน พอเราจัดครั้งแรกได้ดี ก็เลยมีชื่อติดในแนวบวกว่างานที่พี่หนำจัดจะเป็นเส้นทางไม่ง่าย มีความท้าทาย ทวิกีฬาก็ต้องมีขึ้นเขา ทุกคนต้องฮึด ต้องใช้ร่างกาย ใช้ทุกสิ่งที่ตัวเองมี ถ้าทำได้ทุกคนจะภูมิใจมาก”
แน่นอน ถ้าเป็นงานง่ายๆ ใครๆ ก็ทำได้ ก็อาจไม่มีอะไรให้จดจำสำหรับนักวิ่งตัวจริง งานวิ่งของพี่หนำจึงไม่เคยธรรมดา
ในระหว่างที่วิ่งคว้าความฝัน เธอก็ยังส่งเสริมความฝันของคนอื่นด้วยการทำเวิร์คชอปการวิ่ง และหากใครขอคำแนะนำหรือตารางฝึกซ้อม พี่หนำก็ยินดีให้เสมอ เธอเข้าใจความสุขที่เกิดจากการท้าทายตัวเองดี และอยากแบ่งปันสู่ผู้อื่นด้วย





