ตร.เจอกระเป๋าพกมีดใกล้ที่พัก "เน มิน" เชื่อลงมือฆ่าปาดคอสาวโรงงาน คาดเพื่อนพม่าขับรถส่งชายแดนแล้ว เร่งประสานเพื่อนบ้านเร่งไล่ล่าตัว
ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 11 กรกฏาคม รายงานข่าวแจ้งว่า หลังเกิดเหตุ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำศพผู้ตายส่งผ่าชันสูตรที่รพ.ศิริราช ทีมแพทย์ได้ผ่าศพ เมื่อวันที่ 9 ก.ค. ที่ผ่านมา เบื้องต้นผล ระบุว่าผู้ตายไม่น่าจะถูกข่มขืน อย่างไรก็ดี ทีมแพทย์ได้เก็บเอาของเหลวในช่องคลอดของผู้ตายไปตรวจ จึงต้องรอผลแล็ป ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาอีกระยะหนึ่ง จึงจะได้ผลตรวจอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
นอกจากนี้ ทางชุดสืบสวนยังได้ไปตรวจสอบห้องพักของนายเน มิน ซึ่งเป็นห้องเช่าลักษณะห้องแถว ความสูง 2 ชั้น ในซอยละแวกใกล้จุดเกิดเหตุพบคราบเลือดภายในห้องพักดังกล่าว และเมื่อตรวจสอบป่าหญ้าหน้าที่พักพบกระเป๋าผ้า แบบสะพายข้าง สีแดงเลือดหมูตกอยู่ 1 ใบ คาดว่าเป็นของผู้ตาย และมีดสั้นยาวประมาณ 5 นิ้ว จึงรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด ประกอบกับพยานแวดล้อมพบว่า เห็นผู้ตายซ้อนรถ จยย.ผู้ต้องหาออกจากร้านขายของชำ ซอยสะแกงาม 30 เวลา ประมาณ 22.34 น. แต่ภาพที่ได้ค่อนข้างไกลและมืด จากนั้น เจ้าหน้าที่เชื่อว่าผู้ต้องหานำตัวเหยื่อไปลงมือฆาตกรรมโหดทันที โดยหลังก่อเหตุ เวลาประมาณ 23.30 น. ของวันที่ 7 ก.ค. นายเน มิน ได้ย้อนกลับเข้าบ้านไปหาน.ส.เซน ภรรยาสาว จากนั้น ได้นำรถจยย.คันที่พาผู้ตายไปลงมือฆ่า ไปคืนพ่อของภรรยา ซึ่งรถคันนี้ยังมีคราบเลือดติดอยู่ พ่อตาผู้ต้องหาจึงนำไปล้างออก ก่อนเก็บข้าวของพากันหนี
ต่อมา ช่วงสายของวันที่ 8 ก.ค. นายเน มินได้เดินทางหลบหนีไปยังประเทศเมียนมาร์ โดยมีเพื่อนชาวเมียนมาร์ขับรถไปส่งที่ชายแดนด่านสิงขร จ.ประจวบคีรีขันธ์ ก่อนข้ามไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้ พอช่วงบ่ายวันเดียวกัน นายเน มินได้โทรศัพท์มาหาญาติที่ยังอยู่ในประเทศไทย โดยเจ้าตัวอ้างว่ามีเรื่องทะเลาะกับชาวไทยต่อสู้กัน 7 ต่อ 1 ตนสู้ไม่ได้จึงหลบหนี
ขณะเดียวกัน ทางชุดสืบสวนได้เชิญตัวพ่อแม่ของน.ส.เซน ภรรยาสาวของผู้ต้องหา ที่ยังอาศัยอยู่ในประเทศไทยมาทำการสอบถาม โดยทางพ่อแม่ของน.ส.เซน ก็ไม่ค่อยชอบลูกเขยคนนี้ เพราะว่ามีภรรยากับลูกอยู่แล้ว แต่ยังมาคบหาลูกสาวพวกเขาอีก จนมีลูกด้วยกัน แล้วยังพาน.ส.เซนหนีด้วย
เบื้องต้น จากการตรวจสอบประวัติผู้ต้องหาที่หลบหนีพบเป็นชนเผ่ากะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ตามแนวตะเข็บชายแดนประเทศไทย-เมียนมาร์ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามประสานกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อนำตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป





