กทม.ถกผู้ค้า "สยามแสควร์" ไม่สำเร็จ ผู้ค้าวอนลดเวลาขายแทน เตรียมคุยจุฬาฯหาทางออกทุกฝ่าย
พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) พร้อมด้วยนายวัลลภ สุวรรณดี ประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม. ประชุมทำความเข้าใจผู้ค้าสยามสแควร์ กว่า 200 คนจากผู้ค้าในพื้นที่ทั้งหมด 554 ราย ที่ค้าขายช่วงเวลา 19.00-23.00 น. ในพื้นที่แยกปทุมวันถึงแยกเฉลิมเผ่า ถนนพระราม 1 และแยกปทุมวันถึงสยามสแควร์ซอย 7 ถนนพญาไท ก่อนกำหนดยกเลิกการขายเพื่อวันจัดระเบียบ 1 ส.ค. โดยกทม.จัดสถานที่รองรับไว้ที่ใต้ทางด่วนพงษ์พระราม ใกล้อาคารศรีจุลทรัพย์ รองรับผู้ค้าได้ประมาณ 500 คน
พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวว่า ตนก็เห็นใจผู้ค้าตรงนี้ ถึงแม้จะไม่รับรองว่าไปที่ใหม่จะค้าขายได้หรือไม่ แต่อยากขอความร่วมมือกับผู้ค้าเสียสละ เพราะภาครัฐกับผู้ค้าไม่ได้อะไร แต่สังคมกลับได้ประโยชน์ ผู้ใช้ทางเท้าก็ได้ประโยชน์ ถึงผู้ค้าจะเสียประโยชน์ไปบ้าง แต่ก็ต้องมีการปรับตัว ยืนยันว่ากทม.ไม่ได้รังเกียจ แต่ต้องทำให้บ้านเมืองเรียบร้อย ให้สมกับกรุงเทพฯเป็นเมืองน่าท่องเที่ยวอันดับ 1 ของโลก ซึ่งในจุดนี้เป็นจุดที่ 43 แล้ว ที่ผ่านมา 42 จุดก็ขอความร่วมมือกับผู้ค้ามาโดยตลอด สิ่งทั้งหมดที่ดำเนินการทำได้ความบริสุทธิ์ใจทั้งสิ้น ตนก็ถูกบ่น ถูกว่า แต่สิ่งที่ทำได้ทำเพื่ออะไร ทั้งนี้ ผู้ค้าไม่ใช่โจรผู้ร้าย กทม.เข้าใจดี แต่เมื่อมีขีดจำกัดจึงขอให้ผู้ค้าเห็นใจกทม. เพราะยังมีคนในกรุงเทพฯกว่า 3 ล้านคนที่ไม่มีรถยนต์ขับไปทำงาน ก็จำเป็นต้องมาใช้ทางเท้าเพื่อเดินทาง และขอความเห็นใจด้วย
“แม่ผมก็เคยก๋วยเตี๋ยวตั้งแต่ชามละบาท ทำไมผมจะไม่รู้รสชาติถึงความยากจน ผมเรียนโรงเรียนวัดใส่รองเท้าวันเดียวคือวันศุกร์ที่เรียนลูกเสือ ผมจึงมาจากรากฐานคนจน ในที่นี่เกือบครึ่งคงเป็นคนจนเหมือนแม่ของผมที่ขายก๋วนเตี๋ยวเพื่อส่งผมมาเรียนกรุงเทพฯ ผมจำกำผืดผมเองได้ ถึงจะให้ผู้ค้าออกไป แต่กทม.ก็เตรียมที่รองรับไว้ให้แล้ว”พล.ต.อ.อัศวิน กล่าว
นายวัลลภ กล่าวว่า บริเวณสยามสแควร์มีการค้าขายตั้งแต่เช้าถึงกลางดึก ซึ่งที่ผ่านมาจุดนี้ไม่เคยเป็นจุดที่กทม.เคยอนุญาติ ซึ่งกทม.ได้รับการร้องเรียนกับประชาชนในการขายช่วงกลางวัน แต่ขณะนี้เมื่อมีการขายช่วงกลางคืนก็มีการร้องเรียนมากขึ้นหลายเท่าตัว จึงไม่ใช่เรื่องที่กทม.นึกสนุกว่าจะเลือกพื้นที่ไหนเพื่อจัดระเบียบขึ้นมา แต่ยังมีประชาชนอีกกลุ่มฟ้องคดีอาญามาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนี้สภาพสยามสแควร์ช่วงกลางคืนเหลือที่จะพรรณนา ซึ่งในจุดที่บีทีเอสสยามสแควร์ก็นึกภาพออกว่าจะเป็นอย่างไรถ้าเกิดเหตุเช่นเดียวกับกรณีที่ตุรกี การช่วยเหลือจะเป็นอย่างไร ครั้งนี้จะให้กราบให้ไหว้ก็คงต้องทำ เพราะต้องขอความเข้าใจเพื่อให้ทุกคนได้ใช้ประโยชน์อย่างเสมอภาคกัน
“ผมทราบว่าผู้ค้าไม่สบายใจ แต่บ้านเมืองจะอยู่ในลักษณะนี้ไม่ได้ ซึ่งในจุดนี้กทม.ได้ให้ข่าวมาโดยตลอดว่าจะจัดระเบียบพื้นที่ จึงต้องขอความร่วมมือให้ผู้ค้าได้กรุณา แต่กทม.ไม่ได้ทอดทิ้ง แต่จะให้ทุกฝ่ายอยู่ด้วยกันได้ ถ้าจะขอขยายเวลาออกไปคงทำไม่ได้ ต้องขอความเห็นใจด้วย กทม.ไม่ได้บอกให้เลิกขาย แต่การขายทุกประเภท ต้องคิดว่าทางเท้าไม่ใช่ภัตรคารนอกสถานที่ คนก็เดินไม่ได้ แต่วันนี้คงต้องวิงวอนกับการแก้ปัญหานี้ และการขายมาเป็น 10 ปี ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นสิทธิครอบครองได้”นายวัลลภ กล่าว
ด้านนายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองปลัดกทม. กล่าวว่า เหตุผลที่จัดระเบียบพื้นที่นี่ช้า เพราะบริเวณนี้มีประชาชนร้องเรียนจำนวนมาก ตนก็มีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตรงนี้ แต่เมื่อตนจบตรงนี้ไปก็ไม่มีหน้าที่ต้องทำ แต่เมื่อมีประชาชนเดือดร้อนประชาชน ส่วนหนึ่งก็ไม่กล้าออกมาพูด ซึ่งผู้ค้าได้เขียนจดหมายมาถึงตน โดยระบุตอนหนึ่งที่จะเล่าให้ฟังว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นบนทางเท้า คือทางเดินเป็นตลาดกลางคืน ทำให้ไม่มีพื้นที่เหลือให้สัญจร เมื่อมีคนดูสินค้าก็จะปิดทางเดินโดยปริยาย เมื่อมีเหตุความวุ่นวายเกิดขึ้นในใจกลางเมือง สำนักเทศกิจกลับเพิกเฉย สิ่งเหล่านี้เป็นภาพที่น่าสลดใจ เป็นสิ่งที่ประจานขึ้นในใจกลางกรุงเทพฯ ไม่ทราบว่าผู้บริหารกทม.จะแก้ปัญหาอย่างไร ผู้บริหารไม่เคยสนใจปัญหานี่เลย แต่กลับใส่ใจในโครงการใหญ่ การเพิกเฉยของเจ้าหน้าที่ทั้งตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ เพราะยังมีการละเมิดสิทธิของผู้สัญจนไปมา” ตนจึงอยากบอกว่าทั้งหมดนี้ส่วนใหญ่เป็นการต่อว่าเจ้าหน้าที่รัฐ มากกว่าต่อว่าผู้ค้า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นในที่ประชุมได้เปิดโอกาสให้ผู้ค้าเสนอความเห็น โดยผู้ค้าส่วนใหญ่ได้ขอความเมตตากับกทม. ขอให้มีการปรับลดจำนวนผู้ค้าให้น้อยลง และเริ่มขายในเวลาลงสินค้าให้ดึกขึ้น จะเป็นช่วง 20.00-21.00 น. เพื่อเพิ่มพื้นที่ทางเท้าให้มากกว่าเดิม อีกทั้งเมื่อเกิดเหตุผู้ค้าก็ช่วยกันจับผู้ร้ายกระชากของมาโดยตลอด ที่ผ่านมาจึงทางจุฬาฯได้พยายามไล่ผู้ค้าอย่างเดียว แต่ครั้งนี้ผู้ค้าจะขอผ่อนผันกับกทม.ไว้ด้วย อีกทั้งช่วงเวลา 19.00 น.เป็นต้นไป การใช้ทางเท้าของคนทั่วไปมีน้อยลง จะมีแต่นักท่องเที่ยวหรือมีทัวร์มาลง และจุดนี้เป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่สำคัญของกรุงเทพฯ ที่กทม.ควรจะจัดระเบียบและสนับสนุนมากกว่ายกเลิกการขาย ที่สำคัญผู้ค้าทุกคนมีภาระในการดูแลครอบครัวทุกคนด้วย อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.อัศวินแจ้งในที่ประชุมว่าจะประชุมกับคณะกรรมการอีกครั้ง รวมถึงจะหารือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยลัย โดยเบื้องต้นกทม.จะยึดกำหนดยกเลิกขายเป็น 1 ส.ค.เช่นเดิม แต่หากการปรับพื้นที่ที่ใต้ทางด่วนพงษ์พระรามยังไม่เเล้วเสร็จตามกำหนด 1 ส.ค. จะมีการแจ้งกับผู้ค้าถึงวันสุดท้ายที่กำหนดให้อนุญาติขายอีกครั้ง





