คุก 4 ปี นศ.สาวเมาขับเก๋งชน 3 นักปั่นเสียชีวิต พร้อมสั่งจ่ายเยียวยาอีกสองล้านกว่าบาท
บ่ายวันนี้ ( 31 พ.ค.) ศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำพิพากษาในคดีที่ น.ส.ภัทร์ชุดา จายเรือน อายุ 24 ปี ขับรถเก๋งพุ่งชนกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยาน จนเสียชีวิตถึง 3 ราย และ บาดเจ็บอีกหลายราย เหตุเกิดบริเวณถนนเชียงใหม่ - เชียงราย ต.ตลาดขวัญ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2558 ที่ผ่านมา
คดีนี้ทายาทของนายพงษ์เทพ คำแก้ว , นายสมาน กันธา และ นายชัยรัตน์ ย่องลั่น สามผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ จำนวน 5 คน เป็นโจทก์ร่วมฟ้อง น.ส.ภัทร์ชุดา ในคดีอาญา ฐานความผิดขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งศาลชั้นต้นได้พิจารณาว่าพฤติกรรมของจำเลยที่เมาสุราจนไม่ได้สติจนเป็นเหตุให้ขับรถชนกลุ่มนักปั่นจักรยานจนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 3 ราย และ ได้รับบาดเจ็บอีกหลายราย มีความรุนแรง ขณะที่การติดต่อดำเนินการกับบริษัทประกันภัยเพื่อให้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับทายาทผู้เสียชีวิต ไม่ถือเป็นเหตุบรรเทาโทษ ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาจำคุกจำเลย 4 ปี แต่จำเลยรับสารภาพเป็นประโยชน์ในการพิจารณาคดี ลดโทษเหลือจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา
ส่วนคดีแพ่งที่โจทก์ทั้ง 5 ยื่นฟ้องคู่กับคดีอาญา เรียกค่าเสียหายและค่าขาดไร้อุปการะ ครอบครัวละ 4 - 5 ล้านบาท ศาลได้ยกคำร้องของนางสาวก้องกานต์ ย่องลั่น และ นางสาวนินนท์ ย่องลั่น โจทก์ที่ 1 และ 2 บุตรสาวของนายชัยรัตน์ ย่องลั่น ผู้เสียชีวิต เนื่องจากเป็นการเรียกร้องเงินค่าบำเหน็จบำนาญของผู้เสียชีวิตซึ่งเป็นสิทธิเฉพาะตัวซึ่งจะสิ้นสุดลงจากการเสียชีวิตของผู้มีสิทธิ์ได้รับ ขณะที่ก่อนหน้านี้ทางครอบครัวได้รับเงินเยียวยาจากบริษัทประกันชีวิตแล้ว 1.2 ล้านบาท
ขณะเดียวกันศาลสั่งให้จำเลยจ่ายเงินเป็นค่าขาดไร้อุปการะให้กับครอบครัวของนายสมาน กันธา เป็นเงิน 1.72 ล้านบาท และ จ่ายให้กับครอบครัวของนายพงษ์เทพ คำแก้ว 435,000 บาท
หลังมีคำพิพากษา ทนายความของ น.ส.ภัทร์สุดา ได้ยื่นขอประกันตัวเพื่อต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ซึ่งศาลได้อนุญาตให้ประกันตัวสู้คดีตามกฏหมาย
น.ส.ก้องกานต์ ย่องลั่น บุตรสาวของนายชัยรัตน์ ย่องลั่น 1 ใน 3 ผู้เสียชีวิต บอกหลังทราบคำพิพากษาว่าในฐานะผู้สูญเสีย มองว่า 3 ชีวิตที่ต้องเสียไป กับ โทษจำคุก 2 ปี ไม่เพียงพอและทดแทนไม่ได้กับความทุกข์ทรมานที่ครอบครัวทั้งสามต้องอยู่กับมันไปตลอดทั้งชีวิต แต่ก็ยอมรับและเคารพในคำพิพากษาของศาล
บุตรสาวของผู้เสียชีวิตรายนี้ บอกว่า หลังจากเกิดเหตุ น.ส.ภุทร์ชุดา ไม่เคยแสดงถึงความรับผิดชอบหรือสำนึกผิด ไม่เคยมาเยี่ยมหรือขอขมากับครอบครัวของตนเอง ขณะที่ทางครอบครัวของตนเองยืนยันจะต่อสู้คดีให้ถึงที่สุด เหมือนกับที่ น.ส.ภัทร์สุดา ได้บอกกับครอบครัวผู้เสียชีวิตว่าจะต่อสู้คดีให้ถึงที่สุดด้วยเช่นกัน พร้อมฝากไปถึงผู้คนในสังคมให้คำนึงถึงผลของการเมาแล้วขับ เพราะไม่ว่าจะเป็นใครก็ไม่อยากเกิดขึ้น




