ผู้ว่าฯ สตง. เผยพบฮั้วประมูลไฟกทม.39ล้าน มติเอกฉันท์ ส่งปปช.สอบ "สุขุมพันธ์" พวก9ราย
สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบโครงการประดับไฟตกแต่งไฟฟ้าเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว (Motif Of Light)ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่ได้ดำเนินการติดตั้งไฟประดับจำนวน 5 ล้านดวง งบประมาณเกือบ 40 ล้านบาท พบพฤติกรรมผู้ว่ากทม. ผู้บริหารระดับสูง แลเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโครงการมีพิรุธ ส่อเอื้อประโยชน์ให้บริษัทเอกชนผู้รับงาน เชื่อได้ว่าใช้อำนาจหน้าที่มิชอบ ส่งผลเสียหายต่อระบบการเงินและการคลังของแผ่นดิน
นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าฯ สตง. เปิดเผยว่า คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน มีมติเป็นเอกฉันฑ์ ให้สตง.ทำสำนวนส่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.)เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายกับม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าการกทม. ผู้บริหารระดับสูง คณะทำงานด้านทีโออาร์ รวม 9 คน และบริษัทเอกชน 3 บริษัทในสัปดาห์หน้า พร้อมส่งเรื่องให้ศูนย์อำนวยการต่อต้านทุจริตแห่งชาติ(ศอตช.) พิจารณาพักราชการไปพร้อมกัน
หลังตรวจพบพฤติการณ์ที่เชื่อว่ามีการทุจริต การดำเนินโครงการไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ เชื่อได้ว่าเป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบก่อให้เกิดความเสียหายแก่เงินและทรัพย์สินของแผ่นดิน ตามมาตร 44 และ 46 ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2542 และ เข้าข่ายเป็นความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 และในกรณีนี้น่าจะเข้าข่ายมีความผิดละเว้นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ด้วย มีทั้งโทษจำคุก และปรับ ส่วนข้าราชการก็มีโทษทางวินัยด้วย
การประดับไฟครั้งนี้มีพฤติการณ์ไม่ปกติหลายอย่าง มีข้อพิรุธ ตั้งแต่นำเอางบฉุกเฉินมาใช้ โดยไม่ทำตามกระบวนการงบประมาณโดยปกติ เดิมสภากทม.ไม่อนุมัติให้ดำเนินการตามงบปกติ ครั้งนี้กทม.จึงดำเนินการโดยใช้งบฉุกเฉิน ซึงงบนี้มีไว้สำหรับกรณีจำเป็นเร่งด่วน แม้ว่าจะอยู่ในอำนาจพิจารณาของผู้ว่ากทม. แต่ก็ทำไปไม่ชอบ เพราะไม่ได้ดำเนินการตามกระบวนการวิธีงบประมาณปกติ
อีกทั้งกระบวนการการได้มาซึ่งคู่สัญญา มีข้อพิรุธหลายประการ จากการลำดับเหตุการณ์เห็นได้ว่า บริษัทที่มาให้ข้อมูล เพื่อตั้งราคากลางไม่ได้เป็นผู้มีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องประดับไฟมาก่อน ทั้งหมดเพิ่งไปจดทะเบียนมาพร้อมๆกับนโยบายของผู้ว่ากทม.ที่พยายามทำโครงการนี้ แม้ไม่มีงบปกติ ก็ไปใช้งบฉุกเฉินเร่งด่วน
นอกจากนี้ยังพบว่า 3 บริษัทที่เกี่ยวข้อง ใน 2 บริษัทแรกอยู่ในเครือข่ายเดียวกันกับบริษัทผู้สอบบัญชีแห่งหนึ่ง ซึ่งไปจดทะเบียนเพื่อเป็นข้ออ้างให้กับกทม.ในการสอบถามราคากลางโครงการนี้ นั่นก็คือ บริษัท จิปาถะ เมื่อได้ราคากลางแล้ว นำมาซึ่งการเปิดประมูลอิเล็กทรอนิกส์ มีคู่เทียบแข่งขันกันเพียง 2 ราย คือ บริษัท คิวริโอ และบริษัทสรรค์สร้าง จำกัด ทั้ง 2 บริษัทตรวจพบว่าเพิ่งจะจดทะเบียนเพื่อให้มีคุณสมบัติเข้าร่วมโครงการได้
อีกทั้งยังมีข้อสังเกตได้ว่า โครงการในลักษณะนี้ เรื่องประสบการณ์น่าจะมีความสำคัญ แต่ดูเหมือนการเขียนทีโออาร์ไม่ได้ใส่ใจ ให้ความสำคัญเรื่องประสบการณ์ใดๆทั้งสิ้น แถมยังมีการกำหนดคุณสมบัติให้มีเอกลักษณ์ไทย ทั้งที่ของที่มาทำไม่ได้มีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ไทย
ขณะเดียวกัน สตง.ยังตรวจพบว่า บริษัทที่ชนะประมูล มีการสั่งของเข้ามา ก่อนที่จะมีการประกาศผลประมูล โดยสั่งของเข้ามา 3 ล็อตภายในสัปดาห์เดียว คิดเป็นมูลค่าประมาณ 28 ล้านบาท ขณะที่โครงการนี้มีงบประมาณ 40 ล้านบาท ซึ่งเห็นได้ว่ามีส่วนต่างค่อนข้างมาก
“ในการตรวจสอบครั้งนี้ความผิดทางอาญา พบว่าอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ว่ากทม. ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการกอง เจ้าหน้าที่ รวม 9 คน ส่วนรองผู้ว่าคนอื่นบอกว่าทำตามนโยบายของผู้ว่า เราก็พิจารณาตามหลักฐานข้อเท็จจริง โดยแม้โครงการนี้ยังไม่ได้มีการเบิกจ่ายเงินแต่อย่างใด เพราะยังตรวจรับงานไม่ได้ แต่ก็มีพฤติการณ์การฮั้วงาน การฮั้วงานจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่นโยบายที่ไปฝ่าฝืนวิธีการงบประมาณมา แม้สภาไม่เห็นด้วย แต่เมื่อมีนโยบายมา ก็ต้องหาวิธีมาโดยใช้งบฉุกเฉิน ความเสียหายถ้ามีการเบิกจ่ายเมื่อไหร่ก็ต้องมีคนรับผิดชอบ”
สำหรับ 3 บริษัทที่เกี่ยวข้องในโครงการนี้ ประกอบด้วย 1. บริษัท จิปาถะ ไอเดีย 2. บริษัท สยาม เอ็มอีอี และ 3. บริษัท คิวริโอ ทัวร์





