วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กฟผ.ห่วงภาคใต้เสี่ยงไฟดับ หากไร้โรงไฟฟ้าถ่านหิน

"กฟผ." รับห่วงปัญหาไฟฟ้าภาคใต้เสี่ยงดับได้เหมือนปี 2556 หากโรงไฟฟ้าถ่านหินยังไม่เริ่มก่อสร้าง พร้อมยินดีให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วมทุกขั้นตอน

นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม ในฐานะโฆษก กฟผ. กล่าวว่า จากกระแสต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้ ทั้งโรงไฟฟ้ากระบี่และเทพา ยอมรับว่า กฟผ.เป็นห่วง เพราะแม้จะมีโครงการก่อสร้างสายส่งไฟฟ้า 500 เควี ไปถึงจังหวัดสงขลา แต่ก็เป็นการส่งไฟฟ้าจากภาคกลางลงไป ซึ่งมีความเสี่ยงหากสายส่งมีปัญหาภาคใต้ก็อาจจะเสี่ยงไฟฟ้าดับเหมือนปี 2556

“โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ เทพาที่จะสร้างขึ้น กฟผ.มั่นใจเทคโนโลยีสามารถป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อม และยินดีให้ประชาชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมทุกขั้นตอน แต่หากเกิดขึ้นไม่ได้ ก็ต้องไปพึ่งพาเชื้อเพลิงก๊าซแอลเอ็นจีนำเข้า ซึ่งไม่ได้กระจายเชื้อเพลิง และที่สำคัญก๊าซมีต้นทุนกระทบค่าไฟฟ้าสูงกว่า” นายสหรัฐ กล่าว

ทั้งนี้ โรงไฟฟ้ากระบี่และเทพา ทาง กฟผ.ได้จัดทำการรับฟังความคิดเห็นทุกขั้นตอนตามข้อกำหนดด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมทุกขั้นตอน แต่ยังมีผู้ยื่นหนังสือถึงรัฐบาลคัดค้าน โดยในส่วนของโรงไฟฟ้าเทพายังอยู่ในกรอบเวลาเดิมที่หากผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการชำนาญการและคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแล้ว ครม.อนุมัติก่อสร้างโครงการจะเริ่มผลิตไฟฟ้าปี 2563-2564 แต่ในส่วนของ โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะล่าช้ากว่าแผน 1ปีครึ่งแล้ว จากกรอบเดิมจะผลิตไฟฟ้าปี 2562 เนื่องจากขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการไตรภาคีที่รัฐบาลตั้งขึ้นและ กำหนดเวลาศึกษาและสรุปภายใน 8 เดือน หรือประมาณเดือนสิงหาคม-กันยายนนี้

นายสหรัฐ กล่าวว่า ตามแผนกระจายเชื้อเพลิงเพื่อลดการพึ่งพาก๊าซฯ เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าที่มีสัดส่วนร้อยละ 70 เหลือร้อยละ 55, มีการเพิ่มสัดส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินและรับซื้อไฟฟ้าเพื่อนบ้าน รวมทั้งพลังงานทดแทนที่เพิ่มจากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 25 ซึ่งในส่วนของแอลเอ็นจีจำเป็นต้องนำเข้ามากขึ้น ขณะที่ก๊าซในอ่าวไทยลดน้อยลง ทาง กฟผ.อยู่ระหว่างศึกษาการนำเข้าแอลเอ็นจีในรูป FSRU เพื่อป้อนโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติของ กฟผ. ในพื้นที่ตามแนวชายฝั่ง รวมถึงโรงไฟฟ้าในพื้นที่ภาคกลาง คือ โรงไฟฟ้าบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา โรงไฟฟ้าพระนครใต้ จังหวัดสมุทรปราการ และโรงไฟฟ้าในภาคใต้ คือ โรงไฟฟ้าจะนะ จังหวัดสงขลา โรงไฟฟ้าขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเตรียมจะว่าจ้างที่ปรึกษาและกำหนดพื้นที่เหมาะสมในการนำเข้าต่อไป ซึ่งด้วยศักยภาพของ กฟผ.และนโยบายส่งเสริมการแข่งขันในธุรกิจก๊าซฯ ทาง กฟผ.ก็มีความพร้อมในการนำเข้าแอลเอ็นจี