มีหนังสือเตือนจากประมงจังหวัดขอนแก่นออกมาเป็นระยะๆ งดกระชังปลาในแม่น้ำพอง
จนล่าสุดวันที่ 18 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้มีหนังสือแจ้งประชาสัมพันธ์และเตือนให้เกษตรกรหยุดเลี้ยงปลาในกระชังโดยเด็ดขาด ด้วยเหตุผลปริมาณน้ำในเขื่อนอุบลรัตน์มีน้อย เป็นผลกระทบจากภัยแล้ง
โดยล่าสุด ข้อมูลวันที่ 21 ม.ค.2559 มีน้ำเพียง 702.07 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 28.88 เปอร์เซ็นต์ของความจุอ่าง ขณะที่ปริมาณน้ำใช้การได้แค่ 120.40 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 6.51 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเพียงพอสำหรับอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศน์เท่านั้น
ขณะเดียวกัน คุณภาพน้ำพองตั้งแต่ท้ายฝายหนองหวาย ผ่านบ้านท่าเม่า อำเภอน้ำพอง บ้านนาเพีย บ้านห้วยซัน จนถึงวัดท่าสองคอนเขตอำเภอเมืองขอนแก่น ตรวจพบค่าออกซิเจนละลายในน้ำหรือค่าDOมีแนวโน้มลดลงตั้งแต่เดือนธันวาคม 2558 เป็นต้นมา บางวันมีค่าต่ำกว่า 3 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อปลาที่เลี้ยงในกระชัง ซึ่งจะไม่มีน้ำระบายเพิ่มเพื่อเจือจาง
จากปัญหานี้ว่าที่ร้อยตรีนวรัตน์ จิตรภิรมย์ศรี ประมงจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า การเลี้ยงปลากระชังในลำน้ำพองมีจำนวนมากกว่า 2,000 กระชัง เราเตือนตั้งแต่น้ำน้อยเริ่มมีปัญหา ตั้งแต่ปี 57 ต่อเนื่องมาโดยตลอด ตอนแรกใช้ว่าควรงดลี้ยงปลาในกระชัง ถ้ารายใดเลี้ยงให้เตรียมอุปกรณ์เพิ่มออกซิเจน ส่วนใหญ่จะเชื่อเพราะน้ำน้อยจริงและมีความเสี่ยงสูงมาก ปีที่แล้วก็มีปัญหาปลาตายติดต่อกันสองครั้ง ขณะนี้จึงต้องออกประกาศงดเลี้ยงโดยเด็ดขาด เช่นเดียวกับทุกครั้งที่แจ้งเตือนจะระบุทุกครั้งหากมีภัยพิบัติธรรมชาติจะไม่ได้รับความช่วยเหลือจากราชการ
ขณะเดียวกันในส่วนของผู้ประกอบการแม้ว่าจะมีประกาศแจ้งเตือน หลายรายได้หยุดเลี้ยงแต่ก็มีไม่น้อยที่ยังคงยืนยันเลี้ยง โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจชุมชนนิลสยาม ซึ่งมีสมาชิก 16 คน ที่นำเอาปลากะพงลงกระชังในแม่น้ำพองเจ้าแรกในภาคอีสาน รวมทั้งมีเลี้ยงปลาทับทิมและปลากดคัง ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด โดยมีกระชังทั้งหมด 300 กระชัง ที่บริเวณท่าน้ำบ้านดงพอง ต.ศิลา อ.เมืองขอนแก่น
นายยุทธรินทร์ วิจิตรานนท์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนนิลสยาม บอกว่า เข้าใจถึงความหวังดีของทางราชการแต่อาชีพจะต้องอยู่ให้ได้ ดังนั้นจึงได้มีการเตรียมความพร้อมตลอด โดยได้มีการเตรียมอพยพบางส่วนขึ้นบก โดยไปทำกระชังเลี้ยงในบ่อดิน ซึ่งขณะนี้มีสมาชิกเริ่มทำและประสบความสำเร็จแล้ว และกำลังมีการขยายไปอีกหลายพื้นที่ สำหรับปลากะพง ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมากขณะนี้แทบจะไม่พอส่ง
ส่วนที่ในลำน้ำพอง ขณะนี้ก็ยังคงเลี้ยงเช่นเดิม ทั้งปลากะพง ปลาทับทิมและปลากดคัง แต่จะมีการลดปริมาณต่อกระชังลงเกือบครึ่ง เพื่อลดความแออัด แม้ระดับน้ำจะไม่มากเหมือนในอดีต แต่เราได้เติมออกซิเจนตลอดเวลา ซึ่งแม้จะลงทุนเพิ่มแต่ก็เพื่อความอยู่รอดของกลุ่ม ที่สำคัญมั่นใจในรูปแบบการบริหารจัดการ การดูแลปลากระชัง ที่ต้องทำเพื่อให้ได้ผลผลิตปลาที่มีคุณภาพ น้ำจะต้องดีพอเพราะถ้าไม่ดีก็จะต้องทำให้ปลาตายได้ ดังนั้นกลุ่มจะเลี้ยงปลาโดยให้อาหารที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงสารเคมี และเติมออกซิเจน จะทำให้ไม่เน่าเสีย
นายพิทักษ์ แสนพงษ์ สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนนิลสยาม ซึ่งเป็นคนแรกที่นำเอากระชังขึ้นบก และมีบ่อเลี้ยงปลาหลายบ่อในพื้นที่กว่า 20 ไร่ ที่บ้านหนองบัวน้อย ต.กุดน้ำใส อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น บอกว่า ก่อนหน้านี้ทุกคนจะเลี้ยงปลาในแม่น้ำพองกัน แต่ปัญหาที่มีหลายอย่างที่เป็นปัจจัยในการเลี้ยงโดยเฉพาะปริมาณน้ำในช่วงหน้าแล้ง ที่จะกระทบอย่างรุนแรงที่สุด เลยคิดกันในกลุ่มว่าเมื่ออยู่ในน้ำไหลไม่ได้ น่าจะมีการปรับตัว โดยคงต้องนำกระชังขึ้นบก จึงได้เป็นคนแรกที่ทดลองเอากระชังขึ้นบก ซึ่งหมายถึงเอากระชังมาเลี้ยงในบ่อตัวเอง โดยใช้ระบบดึงน้ำจากลำน้ำพอง โดยทำเป็นพองซอยรอบพื้นที่กว่า 20 ไร่ และมีบ่อกักเพื่อปรับสภาพน้ำก่อนนำน้ำไปเลี้ยงปลา
นอกจากมีขั้นตอนการปรับสภาพน้ำ ฆ่าเชื้อ โดยการใช้สารปรุงสภาพ เพื่อให้เหมาะกับปลาแล้ว ยังลงทุนซื้อเครื่องตีอากาศ เป็นการเพิ่มออกซิเจนในบ่อที่ลงกระชังปลาด้วย
เรียกได้ว่า เป็นต้นแบบเกษตรกรในเขตน้ำพองที่นำกระชังปลากะพงขึ้นบกมาเลี้ยงในบ่อของตัวเอง ซึ่งเลี้ยงมาได้เกือบ 8 เดือนแล้ว ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และยังได้มีการนำเอาปลาคาร์ฟซึ่งเป็นปลาสวยงามทำกระชังเลี้ยงบนบกนี้และประสบความสำเร็จเช่นกัน อย่างไรก็ตามสมาชิกที่จะเลี้ยงบนบกก็ต้องมีความพร้อมเรื่องสถานที่ การเตรียมบ่อ มีแหล่งน้ำที่เพียงพอ ซึ่งจากนี้จะมีการขยายกระชังบนบกในกลุ่มสมาชิกและคนที่สนใจมากขึ้น เพราะนอกจากจะสามารถใช้น้ำผิวดินแล้วยังจะมีการเริ่มใช้น้ำใต้ดินหรือน้ำบาดาลมาใช้เลี้ยงแต่ทั้งนี้ต้องมีการปรับปรุงน้ำก่อนเช่นกัน
การปรับตัว ไม่ว่าจะเป็นการลดจำนวนปลาในกระชัง เพิ่มออกซิเจนในน้ำตลอดเวลา การควบคุมการให้อาหาร หรือแม้แต่การนำเอากระชังไปเลี้ยงบนบก แม้จะมีการลงทุนเพิ่มบ้าง แต่ถือว่าเป็นการปรับตัวเพื่อให้สามารถดำรงอาชีพอยู่ได้ท่ามกลางวิกฤตแล้งในขณะนี้





