กลายเป็นประเด็นร้อนข้ามปีสำหรับ“ศึกใน”แห่งพรรคประชาธิปัตย์ระหว่าง"วิลาศ จันทร์พิทักษ์" อดีตส.ส.ปชป.กับม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร"ผู้ว่ากทม.
กลายเป็นประเด็นร้อนข้ามปีสำหรับ“ศึกใน” แห่งพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)ระหว่าง“วิลาศ จันทร์พิทักษ์” อดีตส.ส.ปชป.กับ“ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร” ผู้ว่าฯกทม. เกี่ยวกับข้อกล่าวหาหลายโครงการใหญ่ ในศาลาว่าการเสาชิงช้าเป็นการปะทุความขัดแย้งจากคนพรรคเดียวกันในยุคที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ เดินหน้าคุมอำนาจบริหารหน่วยงานกทม.มาเกือบ 7 ปีเต็ม
หากไล่เรียงประเด็นที่สังคมกำลังให้ความสนใจคงไม่พ้นโครงการจัดงาน“กรุงเทพแสงสีแห่งความสุข” ด้วยงบประมาณถึง39.5ล้านบาทโดยใช้หลอดไฟแอลอีดี5 ล้านดวงติดตั้งบริเวณลานคนเมืองตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2558 ถึง 31 มกราคม 2559 ประเด็นนี้นายวิลาศได้ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)เพื่อให้ตรวจสอบการเงินและความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างโดยเห็นพิรุธในโครงการไฟประดับอาจมีการ“ฮั้ว” กับบริษัทที่ได้รับงานเพราะเป็นการยื่นซองประมูลในเวลาอันรวดเร็วหากไม่มีกระบวนการ“รู้กันภายใน” จะไม่สามารถยื่นซองประกวดราคาได้ทัน
จึงเชื่อว่าการกำหนดวันประมูลอย่างกระชั้นชิดและใช้หลอดไฟจำนวนมากบริษัทที่ไม่มีเส้นสายภายในจะไม่กล้ายื่นซองประกวดราคา เพราะติดเงื่อนไขจำนวนของหลอดไฟและระยะเวลาในการติดตั้ง ขณะที่พบว่าบริษัทที่เข้าประมูลมีการจดทะเบียนเพิ่มวัตถุประสงค์ในการประดับไฟ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2558 ก่อนวันยื่นซองประมูลในวันที่ 7 ธันวาคม 2558 จึงเชื่อว่ามีการ“ล็อกสเปก” เพื่อเอื้อประโยชน์ให้บางบริษัทเท่านั้น
ในเรื่องนี้“อมร กิจเชวงกุล” รองผู้ว่าฯกทม.ได้ออกมาตอบโต้ว่าโครงการไฟประดับอยู่ภายใต้การตัดสินใจของม.ร.ว.สุขุมพันธุ์สามารถเบิกนำเงินมาใช้ได้ตามหลัก4ข้อดังนี้1.รายจ่ายที่มีความเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน2.รายจ่ายตามคำพิพากษาทางกฏหมาย3.รายจ่ายเร่งด่วนตามนโยบายของรัฐบาล และ4.รายจ่ายตามนโยบายของผู้ว่าฯกทม.ถึงประชาชนโดยตรงดังนั้นการใช้เงินจำนวน39.5ล้านบาทจึงเข้าเงื่อนไขข้อ4เพื่อใช้จ่ายเงินมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชนส่วนขั้นตอนการเปิดซองประมูลมีบริษัทมาขอรายละเอียดจาก9บริษัทเหลือเพียง2บริษัทคาดว่าเกิดจากข้อกำหนดของ “ทีโออาร์” ที่จำกัดเรื่องเวลาเพราะกำหนดประมูลให้เสร็จในวันที่17ธันวาคมเพราะวันที่18ธันวาคมกทม.ต้องแจ้งกับบริษัทผู้ชนะให้เข้ามาดูสถานที่ก่อนมีการลงนามสัญญาวันที่22ธันวาคมจากนั้นต้องติดตั้งไฟให้แล้วเสร็จในวันที่ 30 ธันวาคมจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบริษัทเอกชนเข้ามาติดตั้งก่อนวันลงนามสัญญาจ้างทำให้บริษัทที่จะดำเนินการได้มีความเสี่ยงสูงและบริษัทที่ได้งานตั้งงบที่น้อยกว่างบกลางยืนยันว่าไม่มีการ“ฮั้วประมูล” แน่นอน
มาที่โครงการจัดซื้อจัดจ้างกล้อง “ซีซีทีวี” 47,000ตัวเป็นอีกประเด็นร้อนที่นายวิลาศยื่นเรื่องให้ป.ป.ช.และสตง.ตรวจสอบเช่นกันโดยตั้งข้อสังเกตโครงนี้มีการจัดซื้อจริงแค่12,000ตัวเท่านั้นซึ่งก่อนหน้านี้วิลาศเคยทำหนังสือถึงผู้ว่าฯกทม.เพื่อขอเอกสารสัญญาจัดซื้อจัดจ้างแต่เชื่อว่ากทม.มีพฤติกรรมบ่ายเบี่ยงในการมอบเอกสารต่างๆซึ่งประเด็นนี้นายอมรได้สวนกลับไปว่า เป็นความเข้าใจผิดของนายวิลาศเนื่องจากนายวิลาศได้ทำหนังสือขอรายละเอียดการจัดซื้อจัดจ้างกล้องซีซีทีวีตั้งแต่ปีงบประมาณ2556ถึงปัจจุบันรวมถึงสัญญาเกี่ยวเนื่องทั้งหมดซึ่งกทม.ได้ส่งสำเนาสัญญาดังกล่าวให้ตามที่ร้องขอแล้วซึ่งปีงบประมาณ2556-2558กทม.ได้ทำสัญญาติดตั้งกล้องซีซีทีวีรวมกว่า11,000ตัวโดยตั้งแต่ปี2550ถึงปัจจุบันมีกล้องที่ใช้งานได้จริงรวมทั้งสิ้น47,719ตัวดังนั้นข้อมูลที่นายวิลาศกล่าวหานั้นเป็นความเข้าใจผิด
ขณะที่กรณีที่กทม. “ต่อสัญญา” จ้างเดินรถไฟฟ้ากับบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพจำกัด(มหาชน) (บีทีเอสซี)ออกไปอีก30ปีทั้งที่สัญญาเดิมยังเหลืออีก17 ปีนั้นนายวิลาศได้ตั้งข้อสังเกตว่าในยุคที่นายอมรยังเป็นกรรมการผู้อำนวยการบริษัทกรุงเทพธนาคมจำกัด(เคที)วิสาหกิจกทม.ได้เอื้อประโยชน์ให้บริษัทเอกชนและส่อว่าทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่อีกทั้งไม่มีการเสนอราคาและรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย “ไม่ได้อนุมัติ” ในประเด็นนี้ ช่วงที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลก็เคยออกมาให้มีการตรวจสอบการขยายสัญญามาแล้ว
นายอมร ได้ออกมาชี้แจงว่าที่นายวิลาศพูดไม่เป็นจริงเพราะไม่เข้าใจขั้นตอนที่กทม.ลงทุนและเดินรถเองโดยใช้วิธีการว่าจ้างบริษัทกรุงเทพธนาคมซึ่งเป็นวิสาหกิจของกทม.จึงไม่ต้องเข้าพ.ร.บ.ร่วมทุนเพราะไม่ใช่หน่วยงานเอกชนและเรื่องนี้อยู่ในกระบวนการตรวจสอบของป.ป.ช.อยู่แล้วกทม.จึงไม่สามารถให้รายละเอียดได้มากเพราะจะเป็นการก้าวก่ายการทำงาน
ส่วนโครงการการ“จัดซื้อเครื่องดนตรี” โรงเรียนในสังกัดกทม.นายวิลาศพบว่าเป็นโครงการตั้งแต่ปี2551แต่เนื่องจากเป็นโครงการที่ดำเนินการมานานแต่ในปีหลังสุดเมื่อปี2557มีข้อมูลชัดมากในความผิดปกติของการจัดซื้อเพราะมีการจัดซื้อเครื่องดนตรีเป็นจำนวน197โรงเรียนโดยมีจำนวนโรงเรียนถึง69โรงเรียนที่มีนักเรียนต่ำกว่าจำนวน200คนและยังมีหลายโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนชั้นป.5-ป.6ที่เป็นช่วงวัยที่จะสามารถเล่นเครื่องดนตรีชิ้นใหญ่ได้ไม่ถึง10คนจึงเป็นคำถามเรื่อง“ความคุ้มค่า” ของโครงนี้จะสุ่มเสี่ยงเป็นการผลาญงบประมาณจัดซื้อเครื่องดนตรีหรือไม่
เรื่องนี้“ผุสดี ตามไท” รองผู้ว่าฯกทม.ได้ออกมาอธิบายว่าโครงการนี้มีมาต่อเนื่องเพราะเชื่อว่าจะเปิดโอกาสนักเรียนสังกัดกทม.พัฒนาด้านอารมณ์จิตใจสมาธิบางโรงเรียนสามารถใช้ดนตรีช่วยแก้ไขปัญหาให้กับนักเรียนที่มีสมาธิสั้นเป็นออทิสติคระดับต้นหรือมีปัญหาการเรียนให้กลับมาเรียนรู้ตามปกติ
ทั้งหมดจึงเป็น “ข้อกล่าวหา” ที่พุ่งเป้าไปที่การบริหารงานของ "สุขุมพันธุ์" ซึ่งทีมงานรองผู้ว่าฯกทม.ก็ทยอยออกมาโต้ตอบในทุกประเด็น ทว่าจากนี้หากป.ป.ช.หรือสตง.เริ่มกระบวนการไต่สวนตามข้อกล่าวหาทั้งหมด ก็จะเป็นแรงสะเทือนถึงเก้าอี้"สุขุมพันธุ์"ในโค้งสุดท้ายก่อนหมดวาระผู้ว่าฯกทม.มีนาคม2560 แน่นอน





