"พล.ต.ท.ศานิตย์" แจง "เสี่ยบิ๊ก" ให้การภาคเสธ คดีฉ้อโกงช.พ.ค.กว่า2พันล้าน ด้านทนายเผยไม่รู้ตร.ออกหมายจับ
ความคืบหน้า กรณีตำรวจ สน.ดุสิต คุมตัว นายสัมฤทธิ์ บัณฑิตกฤษดา หรือเสี่ยบิ๊ก นักธุรกิจและประธานบริหารสโมสรฟุตบอลเพื่อนตำรวจ มาที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เพื่อสอบปากคำเพิ่มเติม หลังถูกจับกุมได้เมื่อคืนวันที่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยมี พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. สอบสวนด้วยตัวเอง
การจับกุมดังกล่าวสืบเนื่องจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงตามโครงการสวัสดิการเงินกู้กองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) กับบริษัทบิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด ของนายสัมฤทธิ์ บัณฑิตกฤษดา หรือ เสี่ยบิ๊ก โดยในเบื้องต้นต้องสงสัยว่า นายสัมฤทธิ์ มีความเกี่ยวข้องกับการทุจริตเป็นเงินจำนวนหลายพันล้านบาทหรือไม่
ต่อมาเวลา 12.00 น. วันเดียวกัน พล.ต.ท.ศานิตย์ เปิดเผยว่า เบื้องต้นจากการสอบสวน นายสัมฤทธิ์ หรือเสี่ยบิ๊ก ยังให้การภาคเสธ อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหา“ร่วมกันปลอมตั๋วเงิน และใช้ตั๋วเงินปลอม,ร่วมกันฉ้อโกง,ร่วมกันออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริง และบังคับใช้ตามกฎหมาย โดยมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คและร่วมกันออกเช็ค ในขณะออกเช็คนั้นไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึ่งให้ใช้เงินได้และธนาคารได้ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คนั้น”
พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันในเบื้องต้น นายสัมฤทธิ์ ยอมรับว่าได้ไปทำธุรกรรมการเงินกับทาง สกสค. จริง และนำเงินออกมา 2.1 พันล้านบาท โดยมีรายละเอียดการทำธุรกรรมบางส่วนที่อาจจะไม่ตรงกับข้อเท็จจริง จึงทำให้เกิดความเสียหายต่อ สกสค. จากนั้นทาง สกสค. จึงเข้ามาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ทั้งนี้ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.จารุวัฒน์ ไวศยะ รองผบช.น. เป็นหัวหน้าทีมสอบสวนในคดีนี้แล้ว โดยให้ระดมพนักงานสอบสวนนครบาล เพื่อจะได้รวบรวบพยานหลักฐานประกอบการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดโดยเร็วต่อไป ส่วนจะเกี่ยวข้องกับคดีที่ผู้ต้องหาเดินทางไปร้องทุกข์ที่กองบังคับการปราบปราม(บก.ป.)หรือไม่นั้น ต้องสอบสวนก่อน โดยเรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ ปี 2556-2557 แล้ว จึงต้องรอเวลาสอบสวนข้อเท็จจริงทั้งหมด เมื่อผลออกมาก็จะมารายงานให้ทราบเป็นระยะ อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจได้คัดค้านประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวน โดยหลังจากสอบปากคำเสร็จสิ้นจะนำตัวไปฝากขังที่ศาลอาญารัชดา ก่อนเที่ยงของวันที่ 19 ม.ค. ต่อไป
ด้านนายสอาละ กูมุดา ทนายความส่วนตัวของ นายสัมฤทธิ์ กล่าวว่า การถูกจับกุมในครั้งนี้ นายสัมฤทธิ์ ไม่รู้มาก่อนว่าตัวเองถูกออกหมายจับ เพราะไม่เคยได้รับหมายเรียกจากตำรวจ จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมพร้อมกับมีหมายจับดังกล่าวขณะกำลังไปไหว้พระทำบุญอยู่ที่ จ.อยุธยา ซึ่งเบื้องต้น นายสัมฤทธิ์ ได้ให้การปฏิเสธ ส่วนจะดำเนินการอย่างไรต่อไปหลังจากนี้นั้น ต้องรอการสอบสวนของพนักงานสอบสวนเสร็จสิ้นก่อน อาจต้องใช้เวลา เนื่องจาก นายสัมฤทธิ์ ต้องให้ข้อเท็จจริงในรายละเอียดเพื่อยืนยันว่าไม่ได้กระทำความผิด ส่วนรายละเอียดลึกๆนั้นไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะจะส่งผลต่อรูปคดี ทั้งนี้คดีนี้ไม่ทราบว่ามีการแจ้งความไว้ตั้งแต่เมื่อใด โดยทราบแต่เพียงว่า มีการสอบสวนไปหลายปาก คาดว่าน่าจะใช้เวลาก่อนหน้านี้มากพอสมควร





