"กองปราบ" รวบยกแก๊งสวมบัตรประชาชน 11ราย และชาวจีน-พม่า6ราย เผยลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวจีนต้องการทำงานในไทย
พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก., พล.ต.ต.ชาญ วิมลศรี รอง ผบช.ก.รรท.ผบก.ป., พล.ต.ต.กรไชย คล้ายคลึง ผบก.ปคม., พ.ต.อ.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.พลฑิต ไชยรส ผกก.3 บก.ป., พ.ต.อ.สันติ ชัยนิรามัย ผกก.4 บก.ป., พ.ต.ท.อรุณ วิชรศรีสุกัญยา รรท.ผกก.2 บก.ป. แถลงผลการจับกุม นางวรรณา หรือเจ๊นาง พานิชเจริญ อายุ 55 ปี และพวกอีก10คน ทั้งหมดถูกจับกุมในคดีร่วมกันปลอมแปลงเอกสารทางราชการ คือ บัตรประชาชนและแจ้งความเป็นเท็จอันต่อเจ้าพนักงาน
นอกจากนี้ ยังจับกุมผู้ต้องหาที่สวมบัตรประชาชนของผู้อื่น มีทั้งชาวจีนและชาวพม่า อีก6ราย จากการตรวจสอบประวัติผู้ต้องหาที่สวมบัตรส่วนใหญ่มีคดีติดตัว ได้แก่ นายเฉิน หยง หลิน สวมบัตรในชื่อ นายบรรดา ตะวงษา จับกุมได้ที่ อ.เทพารักษ์ จ.สมุทรปราการ, นางจินชุน แซ่ฉั่ว สวมบัตรในชื่อ น.ส.ปิยะนุช ผิวเหลือง เดินทางเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่กก.3บก.ป., น.ส.เฟิน หลิน หวัง สวมบัตรในชื่อ น.ส.สุพัฒการา เพ็งสมภาร จับได้ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ขณะเดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่น, น.ส.คำข่อง ไม่มีนามสกุล สวมบัตรในชื่อ น.ส. มะลิวัล ตองอ่อน จับได้ที่จ.สมุทรปราการ และ น.ส.โบว์ ยังไม่ทราบชื่อจริงและนามสกุล สวมบัตรในชื่อ น.ส.บุญสี ตะวงษา จับได้ที่จ.ชลบุรีรวม ทั้งนายเกียรติศักดิ์ ไชยวัณณ์ สวมบัตรในชื่อ นายสมจิตร วรรัตน์ จับได้ที่จ.เชียงใหม่ ซึ่งนายเกียรติศักดิ์ ไชยวัณณ์ เป็นผู้ต้องหาในคดีความผิดเกี่ยวกับปลอมแปลงเอกสาร ตามหมายจับศาลจังหวัดเชียงใหม่ เลขที่449/2557 ลงวันที่30 กันยายน 2557 ก่อนมีการเปลี่ยนชื่อเป็นนายสมจิตร วรรัตน์ เมื่อวันที่16มิ.ย.2557 เพื่อหลบหนีการจับกุมของตำรวจตามหมายจับ
พล.ต.ท.ฐิติราช กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือ บก.ปคม. ได้จับกุมนายดุสิต เลิศพงศ์ไพศาล ชาว จ.สงขลา ในข้อหาหลบหนีระหว่างถูกคุมขังตามอำนาจศาล ผู้ต้องหาคดีร่วมกันฆ่าผู้อื่น ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุกตลอดชีวิต แต่ภายหลังออกไปบำเพ็ญประโยชน์แล้วก็หลบหนีไปจากการควบคุมของเรือนจำจ.ระยอง ปรากฎว่าไปใช่ชื่อเป็นบัตรประชาชนของนายสุรพงษ์ เขื่อนปัญญา อายุ 25 ปี ชาว จ.หนองคาย ซึ่งนายสุรพงษ์นั้นเสียชีวิตไปนานแล้ว
ต่อมา เจ้าหน้าที่จึงเร่งสืบสวนขยายผลการดำเนินคดี ทั้งนี้สืบทราบว่าผู้ต้องหากลุ่มนี้กระทำกันเป็นขบวนการ มีการสวมบัตรให้บุคคลหลายกลุ่มมีทั้งผู้ต้องหาโทษทางคดีอาญา รวมถึงบุคคลต่างด้าวที่ต้องการมีบัตรประชาชนเป็นคนไทย โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐร่วมกระทำความผิด ส่วนมากจะพบที่ อ.สังคม จ.หนองคาย จึงสั่งการให้ทาง บก.ป.ร่วมกับ บก.ปคม.ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งขยายผลกวาดล้างให้ได้ทั้งขบวนการ
ด้าน พ.ต.อ.พันธนะ กล่าวว่า คดีนี้ได้ขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหาไว้ทั้งหมด 23 ราย จับกุมแล้ว 21 ราย ขณะนี้ถูกควบคุมอยู่ในเรือนจำ3ราย คือ นายสายัญ โสดา ,นายชนะ ตั้งศิวิไลพร,นายดุสิต เลิศพงศ์ไพศาล พร้อมกันนี้ก็ยังได้จับกุมและดำเนินคดีนายกนกพงศ์ ทองจำปา ปลัดอำเภอสังคม จ.หนองคาย ตามหมายจับศาลอาญา เลขที่ 2581/2558 ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2558 ข้อหาเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด เพื่อกระทำการในตำแหน่งโดยมิชอบ,เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด,เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความในเอกสาร กระทำการรับรองเอกสารที่มุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ,ร่วมกันทำ ใช้ หรือแสดงหลักฐานเท็จเพื่อให้ผู้อื่นมีชื่อในทะเบียนบ้านหรือเอกสารทางทะเบียนราษฎร์โดยมิชอบ และเป็นเจ้าหน้าที่เรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินโดยมิชอบเพื่อกระทำการมิชอบด้วยหน้าที่ นอกจากนี้ยังมีผู้ต้องหาที่หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้วอีก 2 ราย
จากการสืบสวน พบว่าขบวนการนี้มีนางวรรณา หรือเจ๊นาง เป็นนายหน้าคอยติดต่อผู้ที่ต้องการมีบัตรประชาชน โดยการสวมบัตรประชาชนของผู้อื่น แต่ละคนจะมีค่าใช้จ่ายรายละ 3-5 แสนบาท ส่วนผู้ต้องหาที่เหลือส่วนใหญ่เป็นผู้รับรองบุคคล ที่จะต้องการจะทำบัตร ซึ่งจะได้ค่าตอบแทนรายละ 1-2 หมื่นบาท โดยผู้ที่มีอำนาจในการดำเนินการ คือ นายกนกพงศ์ ปลัดอำเภอสังคม
เบื้องต้นสอบสวน นายหรอด ให้การว่า นางวรรณา เป็นผู้มาติดต่อกับชาวบ้านในพื้นที่ อ.สังคม เพื่อติดต่อสอบถามข้อมูลจากชาวบ้านเกี่ยวกับบุคคลที่เสียชีวิตหรือสูญหายไป เพื่อขอจัดทำเอกสารสำหรับขอออกบัตรประชาชนใหม่ ซึ่งมีการจ่ายเงินให้รายละ 1-2หมื่นบาท ส่วนตนเป็นผู้คอยดำเนินการและบอกต่อๆ กับชาวบ้าน พร้อมกับยังรับรองเอกสารด้วยก็จะได้ถึง 5 หมื่นบาทสอดคล้องกับคำให้การของนางหนูกาย ที่เผยว่า มีการมาขอเอกสารจากลูกของอดีตสามี ที่เป็นบุคคลหายสาบสูญ และให้รับรองเอกสารให้กับนางวรรณา แต่ยืนยันว่าไม่ทราบมาก่อน ว่าจะถูกนำไปออกบัตรประชาชนใหม่ โดยการสวมชื่อของบุคคลที่สูญหาย
ทั้งนี้ สำหรับผู้ต้องหาทั้งหมดจะถูกส่งตัวให้พนักงานสอบสวนของกองบังคับการปราบปรามดำเนินคดี ส่วนที่เหลือก็จะได้เร่งสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อขยายผลการจับกุม เพราะเชื่อว่ายังมีผู้ที่เกี่ยวข้องอีกหลายราย รวมถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งเข้าไปเกี่ยวข้องกับขั้นตอนการออกบัตรประชาชนด้วย
อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคนต่างชาติที่ต้องการมีบัตรประชนของไทย ส่วนใหญ่จะเป็นชาวจีนที่มีความต้องการจะเข้ามาทำงานในประเทศไทย โดยเฉพาะเข้ามาทำงานเป็นไกด์ หรืออาชีพอื่นๆที่เกี่ยวข้อง บางรายก็ต้องการมีสิทธิในการทำธุรกรรมต่างๆเช่น ซื้อบ้าน หรือที่ดิน และการลงทุนต่าง จึงทำให้ลงทุนว่าจ้างสูงถึงหลักแสนบาท




