วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

หมด200ล้าน! ประธาน 'ภูเก็ต เอฟซี' ประกาศยุติบทบาทแล้ว

ประธานสโมสร "ภูเก็ต เอฟซี" พร้อมครอบครัว ประกาศยุติบทบาทการทำทีม หวังคนมีความพร้อมมาสานต่อ เผยช่วงสามปีเศษหมดเงินไปกว่า 200 ล้านบาท

วานนี้ (13ธ.ค.) ที่ห้องประชุมสนามรีพลับพลิก อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายปมุขพิสิฐ อัจฉริยะฉาย ประธานสโมสรฟุตบอล ภูเก็ต เอฟซี (โรนินแดนใต้) และประธานกรรมการโรงแรมในเครือกะตะกรุ๊ป พร้อมด้วยนางธันยรัศน์ อัจฉริยะฉาย รองประธานสโมสรฯ อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดภูเก็ต เจ้าของและผู้บริหารโรงแรมในเครือกะตะกรุ๊ป และนายปริยวิศว์ อัจฉริยะฉาย ผู้จัดการทีม ภูเก็ต เอฟซี เปิดแถลงข่าว ยุติการทำทีม ภูเก็ต เอฟซี ตั้งแต่วันนี้ (13 ธ.ค.58) เป็นต้นไป โดยมีสื่อมวลชนและแฟนคลับภูเก็ตเอฟซีจำนวนหนึ่งมาร่วมรับฟังการแถลงข่าวด้วยความตกใจ

นายปมุขพิสิฐ กล่าวถึงการทำทีมภูเก็ตเอฟซี ในช่วง 3 ปีเศษที่ผ่านมา ว่า มีความภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้เข้ามาโอบอุ้มภูเก็ต เอฟซี ตั้งแต่ปี2555ถึงวันนี้ (13 ธ.ค.58) เป็นเวลา3ปี6เดือน ซึ่งในช่วงดังกล่าวภูเก็ตเอฟซีอยู่ในภาวะวิกฤต และมีหลายคนเรียกร้องให้ตนเข้ามาช่วยทำทีม โดยต้องขอชื่นชมผู้บริหารภูเก็ต เอฟซีในยุคก่อนๆ ที่ตนจะเข้ามา ที่สามารถทำให้ภูเก็ต เอฟซี อยู่ในยามาฮาลีกวัน ด้วยความตั้งใจ มุ่งมั่น แม้บางรายจะต้องประสบปัญหาหนี้สิน จนไม่สามารถแก้ไขได้

“นับจากเดือนพฤษภาคม2555เป็นต้นมา จนมาถึงวันนี้ (13ธ.ค.58) ครอบครัวอัจฉริยะฉายต้องขอขอบคุณพรรคพวกเพื่อนฝูงที่ช่วยเหลือสนับสนุนภูเก็ต เอฟซีมาโดยตลอด ซึ่งมากบ้างน้อยบางตามกำลัง และ ทำให้รู้สึกเป็นหนี้บุญคุณผู้ที่ให้การสนับสนุน แต่เนื่องจากการทำทีมฟุตบอลจะต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก และไม่ก่อให้เกิดรายได้ และในการทำทีมนั้นจะต้องทำด้วยใจรักในกีฬาฟุตบอล และต้องเป็นคนที่บ้าพอสมควรถึงจะทำได้ เพื่อสร้างสีสันให้กับวงการกีฬาฟุตบอลในบ้านเรา ซึ่งทุกกีฬานั้นหากไม่มีนักธุรกิจรายใหญ่เข้ามาโอบอุ้มเชื่อว่าอยู่ไม่ได้ แต่สำหรับผมแล้ว การได้เข้ามาทำทีมภูเก็ตเอฟซีในช่วง 3 ปีเศษที่ผ่านมา ถือเป็นความภาคภูมิใจของผม” นายปมุขพิสิฐ กล่าว

นายปมุขพิสิฐ กล่าวยอมรับว่า ตลอดเวลา 3 ปี 6 เดือน ในบางครั้งก็มีความรู้สึกน้อยใจ เพราะจะมีแฟนคลับโพตส์ด่าในเฟซบุ๊ค เนื่องจากผลงานของทีมไม่ดี เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะน้อยใจ ซึ่งก็เพียงแว็บเดียวเท่านั้น เพราะชีวิตผ่านอะไรมามาก อยากถามว่า ด่าเพื่ออะไร และตนไปทำความเดือดร้อนให้ใครหรือไม่ คนด่าเคยช่วยอะไรสโมสรฯ บ้างหรือไม่ แต่ขณะเดียวกันก็ดีใจที่มีแฟนคลับหลายๆ คน ไม่ว่าผลงานจะดีหรือแย่ก็จะโพตส์ให้กำลังใจตลอด บอกว่า สู้สู้ ประธานสู้สู้ เกมส์กีฬาโดยเฉพาะที่เป็นทีมนั้น เป็นเรื่องยากมากที่จะควบคุมให้เป็นไปตามทิศทางที่เราต้องการ แม้กระทั่งการเป็นนักกอล์ฟเราก็ไม่สามารถคุมให้เป็นไปตามที่เราต้องการได้ ฉะนั้นยิ่งเป็นทีมเวิร์คด้วยแล้วก็ยิ่งยากลำบากมาก

นายปมุขพิสิฐ กล่าวต่อว่า พูดไปแล้วเรื่องความภูมิใจ ดีใจ และเสียใจเรื่องอะไร ฉะนั้นผลงานที่ออกมาทุกคนเข้าใจ เมื่อทีมตกไปอยู่ดิวิชั่น2ซึ่งตนไม่ได้สนใจจุดนั้น และทำใจได้ว่านี่คือ เกมส์กีฬา มีดีก็ต้องมีไม่ดี เป็นเรื่องปกติของเกมส์กีฬา และผมมีความมั่นใจว่า3ปีเศษที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ให้พี่น้องชาวภูเก็ต และแฟนคลับเห็นถึงความตั้งใจ ความมุ่งมั่น ว่า สิ่งที่ผมทำไปนั้น ไม่ได้หวังเพื่ออะไร ไม่ได้หวังผลว่าจะเป็นนายก อบจ.ภูเก็ต ส.ส. หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวกับการเมือง แต่เป็นการทำด้วยความสุจริตใจ ทำด้วยเสียงเรียกร้องของคนรักฟุตบอลที่ต้องการให้ผมเข้ามาทำทีม จำนวนเงินมหาศาลที่ทุ่มลงไปนั้น ซึ่งไม่อยากพูดว่าใช้เงินไปมากน้อยเพียงใด บางครั้งเรามีความสุข แฟนคลับก็มีความสุขเมื่อเราชนะ บางครั้งเราเครียดเรากังวลแฟนคลับต้องมีความรู้สึกไปกับเราด้วย เมื่อจะมีแฟนคลับกลุ่มหนึ่งที่จะโพตส์ด่าเพื่อความสะใจ ไม่ได้สนใจว่าใครจะรู้สึกอย่างไร สิ่งเหล่านี้หากจะพูดว่าผมไม่แคร์ผมไม่สนคงเป็นไปไม่ได้ เพราะผมเป็นมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่งที่มีความรู้สึก และมีหลายความรู้สึกที่ประดังเข้ามา ฉะนั้นจึงยิ่งทำให้เห็นใจคนที่ทำทีมยุคก่อนที่ผมจะมาทำ ว่าเขาเสียสละมากเหลือเกิน

นายปมุขพิสิฐ ยังเปิดใจถึงการเข้ามาทำทีมภูเก็ต เอฟซี ว่า จริงๆแล้วตนไม่ได้ทำเฉพาะฟุตบอล แต่ยังเคยมีการจัดชกมวยชิงแชมป์โลก การจัดแข่งขันเทนนิส เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยวกลับมาหลังเกิดเหตุการณ์สึนามิเมื่อปี 2547ทำการแข่งขันเรือใบคิงส์คัพรีกัตต้า มาเป็นเวลา 13-14 ปี ใช้เงินจำนวนมาก แต่เราทำด้วยความสุข เพราะไม่มีเสียงก่นด่า และเรายินดีที่จะมอบให้กับคนภูเก็ต เพราะจังหวัดภูเก็ตให้โอกาสตนมากมาย การที่ตนมีกินมีใช้อยู่ทุกวันนี้เพราะเราอยู่ในเกาะแห่งนี้ เกาะที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ใครทำดีได้ดี ใครทำชั่วได้ชั่ว คนไม่ดีอยู่ในเกาะนี้ไม่ได้ตนมั่นใจ ฉะนั้นตนมั่นใจว่าสิ่งที่ทำมาโดยตลอด ซึ่งสื่อมวลชนคงเห็นแล้ว และไม่ได้โม้ถามว่าเรื่องกีฬามีใครทำมากกว่าตน เคยจัดอินเตอร์เนชั่นแนลมาราธอน ภูเก็ต 3-4 ปี จนกระทั่งประสบความสำเร็จ และทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยขอให้นำอินเตอร์เนชั่นแนลมาราธอนไปช่วยพัทยา เนื่องจากสมัยก่อนยังมีปัญหาเรื่องของภาพลักษณ์

“มาวันนี้ผมคิดว่า ถึงเวลาที่คนโบราณบอกว่า งานเลี้ยงต้องมีวันเลิกรา ผมจึงต้องมาพิจารณาบทบาทตัวเองว่า พอแล้ว อาจจะมีคนภูเก็ต อาจจะมีนักธุรกิจที่ต้องการทำทีม มีความเหมาะสม มีวิสัยทัศน์ที่ดีกว่าผมในการทำทีมฟุตบอล ซึ่งตนหวังเช่นนั้น ส่วนจะเป็นเมื่อไหร่นั้นผมไม่ทราบ แต่วันนี้ครอบครัวของเรา ได้มีการปรึกษากันว่า ผมควรยุติบทบาทจากสโมสรภูเก็ตเอฟซี ถามว่าผมเสียใจหรือไม่ที่ทำให้ทีมตกไปอยู่ดิวิชั่น 2 ลึกๆ อาจจะนิดๆ แต่เสียใจก็ไม่มีประโยชน์ มันเป็นเรื่องของเกมส์กีฬา ทั้งนักกีฬาและโค้ชก็พยายามทำเต็มที่ ไม่ได้ห่วงว่าอยู่ดิวิชั่นไหน แต่อยากวิงวอน อ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายว่า ขอให้มีผู้ที่มีความเหมาะสม มีความตั้งใจด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ เข้ามาโอบอุ้มทีมภูเก็ตเอฟซีต่อจากผม และผมก็หวังว่าอาจจะมี ส่วนจะเป็นใครนั้นต้องดูกันต่อไป แต่ผมยุติบทบาทนี้แน่นอน และอยากฝากถึงผู้ที่อยากทำ ซึ่งจริงหรือเปล่าไม่ทราบ เช่น ผู้ที่ใช้นามว่า“ป๋าหมัก”หรือ“คนเคยอยู่ใน อบจ.”ที่โพตส์แรงๆ หวังว่าจะมาทำ ความภูมิใจในชีวิตของผม ถือว่าในช่วงของการทำธุรกิจที่ผ่านมาผมก็ไม่ใช่นาย ก.นาย ข.ที่เข้ามาทำเพื่อตัวเอง แต่ทั้งผมและภรรยาได้ทำให้กับสังคมมาโดยตลอดทั้งเรื่องศาสนา การศึกษา กีฬา หรืออื่นๆ และสุดท้ายต้องขอขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนทุกๆ หน่วยงาน ไว้ในโอกาสนี้ด้วย” นายปมุขพิสิฐ กล่าว

ด้านนางธันยรัศน์ อัจฉริยะฉาย รองประธานสโมสรภูเก็ต เอฟซี กล่าวว่า ก่อนที่จะเข้ามาทำทีมภูเก็ตเอฟซีนั้น ทางคุณปมุขพิสิฐได้มาปรึกษา และด้วยคิดว่าอะไรที่กะตะกรุ๊ปทำให้กับภูเก็ตได้ เราก็จะทำ และได้มีผู้มาประสานหลายคนว่าให้เข้ามาช่วยหน่อย เพราะเขาลำบากมาก ซึ่งกรรมการชุดที่ผ่านมาบางคนต้องเอาบ้านไปจำนองและกู้เงินมาจ่ายให้กับนักฟุตบอล และมีบางคนก็มาบอกว่าโดนยึดบ้านไปแล้ว ซึ่งไม่ทราบว่าจะช่วยอย่างไร ในส่วนของการเข้ามาทำทีมนั้น ตนจะเป็นผู้ดูแลค่าใช้จ่าย โดยในช่วง3ปีเศษที่ผ่านมา ซึ่งในปีแรกครึ่งเลกหลังใช้เงินไป25ล้านบาท ปีที่2ใช้ไปจำนวนกว่า60ล้านบาท ปีที่3ใช้ไปจำนวน75ล้านบาท และในปีนี้อีก65ล้านบาท รวมช่วงเวลา 3 ปีครึ่งใช้เงินไปกว่า 200 ล้านบาท แม้จะมีสปอนเซอร์มาช่วยประมาณ10ล้านบาท แต่ก็ไม่เพียงพอ แต่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ซึ่งในช่วงที่เป็น สว.ภูเก็ต และได้มีการนำเงินไปบริจาคในกิจการที่เกี่ยวกับศาสนา หรือการศึกษา ซึ่งจำนวนไม่มาก โดยคนรับดีใจมาก มีความสุข และขอบคุณที่เราไปให้การสนับสนุน แต่สำหรับการทำทีมฟุตบอลเสียเงินไม่เป็นไร เพราะยังมีธุรกิจที่มารองรับได้ แต่เรียนตรงๆ ว่ากลับเป็นความทุกข์

“ความเห็นส่วนตัว หากจะทำอะไรเพื่อภูเก็ตมาคิดดูแล้ว การทำทีมภูเก็ตเอฟซีไม่น่าจะใช่ ทำแล้วเป็นทุกข์ เครียด ต้องขอชื่นชมลูกชาย (ผู้จัดการทีม) ซึ่งใครจะลงโซเซียลด่าทออย่างไร แต่อยากบอกว่า เขาอายุแค่ 24 ปี แต่มีเลือดพ่อกับแม่ ที่ต้องการทำเพื่อสังคม เมื่อพ่อรับทำทีมฟุตบอลก็ต้องการช่วย เพราะเป็นนักฟุตบอลและมีความชื่นชอบฟุตบอลอยู่แล้ว แต่เมื่อมาถึงจุดนี้บอกตรงๆว่าสงสารลูกชายมาก แต่ในช่วง 3 ปีเศษนี้เขาได้ประสบการณ์ชีวิต เมื่อเราประกาศยุติการทำทีมภูเก็ต เอฟซีแล้ว โปรดอย่าตำนิและด่าทอกันอีก เรามีเหตุผล อยากให้คนที่มีความเหมาะสมมาทำทีมบ้าง แต่อนาคตคิดว่าน้องจะมาทำประโยชน์ได้อีก"นายธันยรัศน์ กล่าว

ขณะที่นายปริยวิศว์ อัจฉริยะฉาย ผู้จัดการทีม ภูเก็ต เอฟซี กล่าวว่า ในการที่ได้มาช่วยพ่อทำทีมภูเก็ตตลอด2ปีที่ผ่านมามีความสุขมาก ที่เห็นนักฟุตบอลและแฟนบอลมีความสุขเมื่อทีมชนะ อาจจะมีการตำหนิ และกระแสกดดัน ซึ่งเข้าใจและไม่ได้โกรธ เมื่อทีมแพ้มีคนด่า ทีมชนะมีคนชื่นชม เป็นเรื่องธรรมดา ที่ตัดสินใจเข้ามาช่วยพ่อกับแม่ทำทีมเพราะมีหลายอย่างที่มีนอกมีใน ดังนั้นในการบริหารงานจะต้องมีคนใกล้ตัวที่ไว้ใจได้ โดยเฉพาะเรื่องของการใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการทุ่มเงินจำนวนมากเพื่อดึงนักเตะและทำทีมให้ออกมาดีที่สุด และจบดี จึงขอเงินเท่าที่มีและให้ได้ มาทำทีมสร้างกลุ่มนักฟุตบอลที่มีใจเล่นให้กับสโมสรฯ 

นายปริยวิศว์ กล่าวด้วยว่า แม้อาจจะสู้เขาไม่ได้ แต่แฟนบอลมีความสุขที่นักฟุตบอลทำอย่างเต็มที่ และตั้งใจที่จะพาทีมไปสู่ไทยพรีเมียร์ลีกให้ได้ แต่สิ่งที่ประธานและรองประธานสโมสรฯ สื่อออกไปนั้นต้องการบอกว่า การทำทีมต้องใช้เงินมาก ขอให้มีใครเข้ามาช่วยบ้างได้หรือไม่ ให้มาช่วยกันให้มากกว่านี้ ให้แฟนบอลให้กำลังใจกันมากกว่านี้ได้หรือไม่ ที่ผ่านมาก็พยายามหาสปอนเซอร์ ความจริงคือ แฟนบอลภูเก็ตมีมาก คนชอบฟุตบอลมีมาก แต่ผู้ใหญ่ที่มีเงินเขาไม่ชอบฟุตบอล ซึ่งตนก็ไม่ได้โทษผู้ใหญ่เหล่านั้น มาวันนี้เมื่อทีมตกชั้นก็หวังว่าจะมีคนที่เหมาะสมมาทำทีมจะดีกว่า ซึ่งหลายๆ คนมีประสบการณ์และมีทุน ซึ่งตนพร้อมที่จะให้การสนับสนุนภูเก็ต เอฟซีเท่าที่จะทำได้ ที่มีความสุขมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา คือ บรรยากาศในสนามแข่งขันดีมาก และอยากฝากไว้ ว่าหากบรรยากาศในสนามฟุตบอลดี นักฟุตบอลก้พร้อมที่จะเล่นและมีกำลังใจ