เล็ง 5 ย่านเดินดีในอนาคตของ กทม. “สยาม-ราชประสงค์-สีลม-อโศก-พร้อมพงษ์” ส่งเสริมการเดิน ลดเสี่ยงอ้วน10%รายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น1.5เท่า
ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผศ.ดร.นิรมล กุลศรีสมบัติ ผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรยายหัวข้อ “การจัดเตรียมและออกแบบพื้นที่สุขภาวะ” ในการประชุมวิชาการด้านกิจกรรมทางกายระดับชาติ ครั้งที่1จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ว่า เมืองน่าอยู่ที่สุดลำดับต้นๆ ของโลก พบว่าส่วนใหญ่จะเป็นเมืองที่เดินได้และเดินดี คือออกแบบเมืองให้มีความกระชับ สามารถเดินไปไหนมาไหนได้ มีการใช้ประโยชน์ที่ดินแบบผสมผสาน ที่อยู่ ที่กิน ที่ทำงาน ที่สาธารณะต่างๆ อยู่ในระยะเดิน ทำให้คนไปไหนมาไหนได้ด้วยการเดินเท้าหรือระบบขนส่งมวลชน เมืองเดินได้-เมืองเดินดี จึงเป็นเป้าหมายของการออกแบบเมืองสุขภาวะ เพราะทำให้คนมีกิจกรรมทางกายเพิ่มมากขึ้น
ผศ.ดร.นิรมล กล่าวด้วยว่า สำหรับ กทม.มีการออกแบบเมืองที่ส่งเสริมสาธารณูปโภคที่เหมาะสมกับการขับรถ ออกแบบถนนที่เป็นมิตรกับคนขับรถยนต์ แต่ไม่ใช่ทางเท้า ทำให้การเดินเท้าต้องมีความระมัดระวังรถยนต์สูงมาก ไม่เหมือนในทวีปยุโรปที่สามารถเดินอ้อยอิ่งชมสถานที่ต่างๆ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เมืองทำให้ขยายออกไปยังชานเมืองไม่รู้จบ ทั้งนี้ พบว่า ใน1ปี คน กทม.นั่งอยู่ในรถยนต์เฉลี่ยถึงคนละ1เดือน ขณะนี้ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง กำลังดำเนินโครงการ “Good Walkเมืองเดินได้-เมืองเดินดี” ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดย สสส.เพื่อเปลี่ยนแปลงพื้นที่ กทม.ที่มีกว่า1,500ตารางกิโลเมตรให้มีสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมต่อการเดิน
แบ่งระยะการดำเนินการออกเป็น3ระยะ คือ1.กำหนดพื้นที่ยุทธศาสตร์ว่าจุดใดที่เหมาะสมกับการทำเมืองเดินได้เมืองเดินดี ซึ่งขณะนี้สามารถระบุได้แล้วว่ายานใดสามารถทำได้ โดยพบว่ามีอยู่30ย่าน หรือประมาณ11%ของพื้นที่ กทม.ทั้งหมดที่สามารถทำได้ เช่น ย่านสยาม-ปทุมวัน ย่านราชประสงค์-ประตูน้ำ ย่านสีลม-สาทร ย่านอโศก-เพชรบุรี และย่านพร้อมพงษ์ เป็นต้น ถือเป็น5ย่านเดินดีในอนาคตของ กทม.2.ศึกษาสภาพแวดล้อมพื้นที่นั้นว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคอะไรที่ขัดขวางต่อการเดิน
เช่น ขาที่ร่มเงาหรือไม่ มีสิ่งกีดขวาง ทางเท้ามีความสะดวกหรือไม่ เป็นต้น ซึ่งขณะนี้การดำเนินงานยังอยู่ในระยะที่2โดยคาดว่าจะศึกษาเสร็จสิ้นภายในต้นปี2559และ3.วางแผนผังหรือออกแบบเมืองเดินได้เมืองเดินดี โดยใช้ข้อมูลจากการศึกษาในระยะที่2มาดำเนินการต่อ ซึ่งจะมีการเลือกพื้นที่นำร่องมาดำเนินการประมาณ3-4ย่าน โดยจะมีการประสานภาคีพัฒนาเพื่อผลักดันสู่การปฏิบัติจริง และเสนอต่อ กทม.เพื่อใช้เป็นพื้นที่นำร่องต้นแบบในการทำเป็นเมืองเดินได้ เมืองเดินดีในที่สุด
“มีผลวิจัยระบุว่า ประชากรที่อาศัยอยู่ในย่านที่สามารถเดินไปไหนมาไหนได้ มีพื้นที่สาธารณะใกล้บ้าน ช่วยลดโอกาสเสี่ยงอ้วนได้ถึง10%และทำให้คนมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น1.5เท่า เพราะคนเดินหรือขี่จักรยานจะมีโอกาสจับจ่ายใช้สอยง่ายและถี่กว่าคนขับรถยนต์ จึงเป็นการกระจายรายได้สู่ร้านค้ารายย่อย”ผศ.ดร.นิรมลกล่าว





