ผู้ตรวจการกรมการปกครอง มท. ตรวจสอบ 2 พื้นที่ร้อยเอ็ด หลังมีเหตุย้าย2นายอำเภอ ปมถูกร้องตำบลละ5ล้าน
ที่ห้องประชุมส่วนกลางปกครองจังหวัด ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดร้อยเอ็ด นายสุพจน์ รอดเรือง ณ หนองคาย ผู้ตรวจราชการกรมการปกครองเขต 12 เดินทาไปเป็นประธาน เรียกประชุมนายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลโครงการหมู่บ้านละ 5 ล้านบาท ซึ่งจัดตั้งเป็นศูนย์สนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจ ของรัฐบาล ที่ให้อำเภอแต่ละอำเภอเป็นหน่วยดำเนินการและกำกับดูแล โดยมี นายธนวัฒน์ พลอยโสภณ รองผวจ.ร้อยเอ็ด และปลัดจังหวัดร่วมเป็นคณะควบคุมการทำงาน เพื่อตรวจสอบโครงการและให้นโยบาย กับส่วนที่เกี่ยวข้องของพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด
ซึ่งโครงการดังกล่าวของจังหวัดร้อยเอ็ด ทั้งจังหวัด เสนอแผนไปทั้งสิ้น 3,540 โครงการ วงเงิน กว่า 900 ล้านบาท สำหรับ 2 อำเภอ ที่ อ.พนมไพร เสนอโครงการ 65 ล้านบาท อ.เสลภูมิ เสนอโครงการวงเงิน 89 ล้านบาททั้งจังหวัด ยังไม่มีการอนุมัติโครงการ และเกิดการร้องเรียนขึ้น
นายสุพจน์ รอดเรือง ณ หนองคาย ผู้ตรวจราชการกรมการปกครองเขต 12 กล่าวถึง การเดินทางมาที่ร้อยเอ็ดว่ามาตามคำสั่งของปลัดกระทรวงมหาดไทยและอธิบดีกรมการปกครอง สั่งให้ลงพื้นที่ เนื่องจากมีความห่วงใยในส่วนของโครงการตำบลละ 5 ล้านของจังหวัดร้อยเอ็ด ที่มีการร้องเรียนเข้าไปส่วนกลาง จนมีคำสั่งให้ย้ายออกจากพื้นที่เข้าประจำกรมเพราะเกรงว่า อาจจะมีการส่อไปในแววว่าจะมีการทุจริต และมีพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง เพื่อให้เกิดการตรวจสอบและให้ความเป็นธรรม ที่สั่งให้ย้ายออกจากพื้นที่ไปก่อน เพื่อง่ายต่อการสืบสวนข้อเท็จจริง ของนายอำเภอทั้ง 2 คน และคำสั่งดังกล่าว ก็เพื่อให้การตรวจสอบง่ายขึ้น แล้วสั่งให้ตนเองลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและปัญหาของทั้ง 2 อำเภอ ที่ตอนนี้ยังถือว่า ทั้ง 2 ราย ยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ และยังไม่ถือว่า มีความผิด เป็นการร้องมีทั้งประชาชนจากพื้นที่ และผู้ประกอบการรับเหมางานโครงการ บางส่วน ซึ่งรัฐบาลต้องตรวจสอบเพราะเกี่ยวข้องกับนโยบายป้องกันการทุจริตอย่างเข้มงวดของรัฐบาล ที่ถือเป็นนโยบายสำคัญ
ส่วนการที่มีกระแสข่าวจากการร้องเรียนว่า โครงการที่เสนอไปแล้วของทั้ง 2 อำเภอหรือทุกพื้นที่ ซึ่งเสนอโครงการไปแล้วหากนักการเมืองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการรายงานนี้เข้าไปจริง ก็จะต้องมีการตรวจสอบ ว่าเกิดขึ้นจากกลุ่มภาคประชาชน กลุ่มอาชีพ หรืออื่นหรือไม่ ซึ่งหากมีโครงการ ที่พบว่า มีแนวโน้มว่าผิดปกติ ไม่ได้เกิดขึ้นจากกรรมการหมู่บ้านหรือจากชุมชน แต่หากมาจากปัจจัยการเมือง ที่ไม่ได้มาจากประชาชน และเป็นไปไม่ได้ โครงการก็จะต้องตีกลับซึ่งตอนนี้ถือว่าโครงการดังกล่าวที่ส่งเข้าไปจาก 2 อำเภอ ที่นายอำเภอโดยย้าย ก็ถือว่า เป็นความถูกต้องไว้ก่อน แต่หากเป็นโครงการที่เกินกว่าความเป็นจริง และไม่ถูกต้องก็จะต้องมีการตีกลับหากว่า ได้เกิดจากความต้องการของประชาชนก็จะตรวจสอบซึ่งหากพบว่าผิดโครงการทุกอย่างที่เสนอไปก็จะตีกลับ และจะไมได้รับการพิจารณาอนุมัติเงินมาอย่างแน่นอน
ซึ่งทุกอย่างต้องยึดความต้องการของชาวบ้านเป็นหลัก ที่จะต้องเป็นโครงการประเภท ที่เกิดจากชาวบ้าน ที่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ 3 หัวข้อใหญ่ 13 หัวข้อย่อย เช่น โครงการประเภท สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน เป็นโครงการที่เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ หมุนเวียนในชุมชนเกิดการสร้างงาน เกิดการต่อยอดไม่ใช่ทำเสนอโครงการที่เกิดประโยชน์ต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือไม่ให้เป็นโครงการที่เงินไปกระจุกตัวอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็จะทำไมได้หรือโครงการอะไรที่ทำแล้วเงินหมดไป โดยที่ไม่มีความต่อเนื่องก็จะไม่ได้รับอนุมัติ
การเดินทางมาวันนี้ นอกจากการตรวจสอบรายละเอียดของ 2 พื้นที่แล้ว ยังได้เรียกทุกฝ่ายรวมทั้งหมด 20 อำเภอ ซึ่งมีอีก 18 อำเภอ ที่ยังไม่มีปัญหาเข้ามารับทราบแนวทาง และกำชับทำให้ถูกต้องตามแนวทางการปฎิบัติ ให้ยึดมั่นความโปรงใสไม่ให้เกิดการร้องเรียนตามมาอีกหากไม่ทำตามระเบียบและเฝ้าระวัง ไม่ให้เกิดปัญหา ที่จังหวัดอื่นก็มีไปพัวพันเอาการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องชี้นำชาวบ้าน ก็จะไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีก และหากมีเบาะแสว่า มีการเปิดโอกาสให้ฝ่ายการเมือง หรือปัจจัยแทรกอื่น เข้ามาประชาชน พบว่า ทุกเรื่องได้เกิดขึ้นโดยไม่ผ่านกรรมการหมู่บ้าน มีการชี้นำในทางที่ผิด สามารถแจ้งเข้าไปที่กรมการปกครอง ได้เลยที่กองตรวจราชการ ของสำนักผู้ตรวจกรมการปกครองได้เลย หรือศูนย์ดำรงธรรมก็ได้ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ นั้นขึ้นอีก ซึ่งกรมการปกครองจะไม่ยอมให้มีการชี้นำ แทรกแซงปัจจจัยแทรก หรือ อิทธิพลอื่นเข้ามาชี้นำ โดยเด็ดขาด





