วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อัดกทม.งบมาก กำลังคน9.7หมื่นคน แต่มีปัญหาคุณภาพชีวิต

ประธานฯมูลนิธฺสถาบันอนาคตไทยศึกษาระบุกทม. งบ8หมื่นล้าน กำลังคน9.7หมื่นคน มากกว่ากรุงโซลและจาร์กาต้า แต่กรุงเทพกลับมีปัญหาคุณภาพชีวิตมากมาย

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานคณะกรรมการบริหาร มูลนิธิสถาบันอนาคตไทยศึกษา แถลงข่าวผลการศึกษา “ 10ข้อเท็จจริงชีวิตคนกรุงเทพ” ว่า ชีวิตคนกรุงเทพต้องเผชิญปัญหาคุณภาพชีวิตมากมายตั้งแต่เช้าจรดเย็น ปัญหาเหล่านี้สะท้อน 10 ข้อเท็จจริงของกรุงเทพ เริ่มจากเช้าขึ้นคนกรุงเทพต้องเผชิญปัญหารถติดสาหัส อัตราเฉลี่ยความเร็รรถยนตร์ทำได้ 16 ก.ม.ต่อชั่วโมง เท่ากับความเร็วจักรยาน คนกรุงเทพต้องใช้ะวลาเดินทางไปกลับอย่างน้อย 3 ชั่วโมง ปัญหาจราจรสาหัสขึ้นทุกวัน นั่นเพราะข้อเท็จจริงเรื่องแรกว่า กรุงเทพมี 37 หน่วยงานที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการจราจร และข้อเท็จจริงที่ 2 ว่า กาม.ลงทุนในระบบขนส่งมวลชนที่คนใช้ไม่มาก โดยเฉพาะแอร์พอร์ตลิงค์ และบีอาร์ที

ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าวต่อว่า แอร์พอร์ตลิงค์ใช้เงินลงทุนถึง 3.3 หมื่นล้านบาท มีผู้โดยสารปีละ 17 ล้านคน บีอาร์ที ลงทุน 2.8 พันล้านบาท มีผู้โดยสาร 6 ล้านคน แต่จริง ๆ คนกรุงเทพ เดินทางด้วยเรือและรถตู้มากกว่า เรือด่วนเจ้าพระยาและเรือแสนแสบ มีคนใช้ 29 ล้านคนต่อปี มากกว่าจำนวนคนที่ใช้แอร์พอร์ตลิงคฟืและบีอาร์ที แต่รัฐกลับสนับสนุนงบลงทุนแค่ 70 ล้าน และงบราบปีเพียง 5 ล้าน

"โครงการที่กทม. คิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาการขนส่งมวลชนก็ไม่ถูกจุด อย่างจุดจอดแท็กซี่อัจฉริยะ หรือโครงการ จักรยานสาธารณะที่มีคนใช้น้อยมาก การแก้ปัญหาจึงเกิดขึ้นจากแนวคิดประชาชนและดำเนินการโดยเอกชนด้วยวิธีที่ตอบโจทย์กว่า เช่น รถตู้ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง หรือเรือด่วน นอกจากนั้น สภาพทางเท้า ก็อยู่ในสภาพทรุดโทรม เต็ม-ปด้วยแผงลอย ป้ายโฆษณา และปล่อยให้รถจักรยานยนต์ขึ้นมาวิ่งบนทางเท้า ทั้ง ๆ ที่ ข้อเท็จจริงที่ 3 คือ กทม.มีเจ้าหน้าที่เทศกิจถึง 3,200 คน ดูแลพื้นที่ 1,568 ตร.กม. เท่ากับมีเจ้าที่เทศกิจ 2 คน ต่อพื้นที่ 1 ตร.กม. เพียงพอจะดูแลทางเท้าภด้เป็นอย่างดี"ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าว

ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าวต่อว่า ข้อเท็จจริงที่ 4 คือ กทม.ใช้งบประชาสัมพันธ์ปีละ 377 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการประชาสัมพันธ์โครงการต่าง ๆ ของกรุงเทพ เช่น ใช้ 30 ล้านบาทประชาสัมพันธ์โครงการกรุงเทพฯมหานครแห่งความสุข ซึ่งประชาชนไม่ได้อะไรจากโครงการเหล่านี้ ควรเอาเงินจำนวนนี้ไปใช้ทำอย่างอื่นที่อำนวยความสะดวกและเพิ่มคุณภาพชิวิตคนกทม.ดีกว่า เช่น ถ้าเอาไปจ้างคนกวาดถนนเพิ่ม ก็จะจ้างได้ถึง 3,500 คน

ข้อเท็จจริงที่ 5 คือ ที่ดินใน กทม.แพง จนคนต้องออกไปอยู่นอกเมือง มนุษย์เงินเดือน รายได้เฉลี่ย 2.4 หมื่นบาทต่อเดิอน เพียงพอกู้เงินผ่อนบ้านราคา 1.3-1.5 ล้านบาท ทำให้ต้องหาซื้อที่อยู่อาศัยชานเมือง ราคาที่ดินในกทม.จากปี 2551 – 2558 เพิ่มปีละ 8% แต่ค่าจ้างเพิ่มเฉลี่ยปีละ 4% ยิ่งอยู่ไกลออกไป ค่าใช้จ่ายในการเดินทางยิ่งมาก ขณะที่ค่าโดยสารรถไฟฟ้าของไทยก็แพงกว่าเมืองอื่น เช่น แพงกว่าโตเกียว 1.4 เท่า ฮ่องกง 1.7 เทา เซี่ยงไฮ้ 4 เท่า เมื่อเทียบกับรายได้และค่าครองชีพ

ขณะที่วันเสาร์-อาทิตย์ คนกรุงเทพฯก็มีตัวเลือกสถานที่สำหรับพักผ่อนนอกบ้านน้อยมาก นอกจากห้างสรรพสินค้าก็แทบไม่มีพื้นที่ให้คนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งสะท้อนข้อเท็จจริงที่ 6 ว่า กทม.มีพื้นที่สีเขียวที่เข้าถึงและใช้ได้จริงเพียง 2.2 ตร.ม. ต่อประชากร ขณะที่กทม.ประกาศว่ามีพื้นที่สีเขียวราว 34 ล้านตร.ม. หรือเฉลี่ย 5 ตร.ม.ต่อคน แต่ความเป็นจริงคือ กทม.ใช้ตัวหารเพียง 5 ล้านคน แต่การสำมะโนล่าสุด กทม.มีประชากรเกือบ 9 ล้านคน นอกจากนั้น กทม.ยังนับรวมพื้นที่อย่างเกาะกลางถนน ต้นไม้ริมถนน สวนหย่อมในหมู่บ้านจัดสรรหรือของบริษัทเอกชนเป็นพื้นที่สีเขียวด้วย ทั้งที่พื้นที่เหล่านี้ไม่สามารถเข้าถึงและใช้ได้จริงๆ

"ข้อเท็จจริงที่ 7 ก็คือ กทม.มีข้าราชการและลูกจ้างกว่า 97,000 คน คิดเป็น 2 เท่าของจำนวนเจ้าหน้าที่รัฐบาลท้องถิ่นของโซล และ 1.5 เท่าของจาร์กาต้า ทั้งสองเมืองมีจำนวนประชากรมากกว่ากทม. ขณะที่กทม.มีงบประมาณถึง 80,000 ล้านบาท แต่น้ำหนักการใช้งบประมาณกลับไปอยู่ในเรื่องที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาคุณภาพชีวิตในกทม. อีกทั้งงบประมาณก็ถูกใช้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ สะท้อนจากข้อเท็จจริงที่8 ว่า กทม.มีข้าราชการครู 14,331 คน แต่2 ใน3 สังกัดกทม.ตกวิชาเลขที่จัดสอบโดย PISA จำนวนนักเรียนที่ได้คะแนน PISA ต่ำกว่าเกณฑ์เป็นสัดส่วนที่สูงกว่าโรงเรียนสังกัดเทศบาลและอบต."

ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ข้อเท็จจริงที่ 9 พบว่า ทุกหน่วยงานของกทม.มีผลการประเมินการปฎิบัติราชการอยู่ในระดับดีมาก ได้รับการจัดสรรงบโบนัส 2.3 พันล้านบาท นอกจากนี้ยังมีการจัดสรรงบราว 200 ล้านบาทต่อปี สำหรัยจัดอบรมเจ้าหน้าที่ ซึ่งรวมถึงงบดูงานทั้งในและต่างประเทศ 66 ล้านบาท และด้วยความที่กทม.มีจำนวนข้าราชกรและลูกจ้างเยอะมากจึงต้องการสำนักงานที่ใหญ่พอจะจุคนได้หมด นำไปสู่ข้อเท็จจริงที่ 10 ว่า ค่าก่อสร้างของอาคารศาลาว่าการกทม.2 สูง 37 ชั้น แถวดินแดงใช้ค่าก่อสร้างถึง 9,900 ล้านบาท สูงกว่าค่าก่อสร้างอาคารมหานคร ตึกที่สูงที่สุดในกรุงเทพฯ ที่ตั้งของ Ritz-Carlton และใช้เวลาในการก่อสร้างยาวนานมาก

"ที่ทางสถาบันฯทำรายงนเรื่องนี้ออกมาเพราะต้องการป้อนข้อมูลต่างๆ ออกสู่สาธารณะ เพื่อจุดประเด็นให้เกิดการถกเถียงร่วมกันคิดว่า วาระของกรุงเทพฯจะต้องมีอะไรบ้าง เพื่อทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ประจำวันของคนกรุงเทพฯดีขึ้น ทั้งนี้ก่อนที่รัฐหรือกทม.จะดำเนินการโครงการใดๆ ควรที่จะเปิดโอกาสรับฟังความเห็นของประชาชนอย่างง่ายๆก็คือ ดูว่าคนกรุงเทพฯใช้อะไรจริงๆ แล้วก็เอาตรงนั้นมาต่อยอด ไม่ใช่เอาเงินไปลงในสิ่งที่คนไม่ค่อยใช้อย่างโครงการป้ายแท็กซี่อัจฉริยะ ต้องเอาปัญญาประชาชนมาใช้เพราะเขาจะรู้ดีที่สุดว่าต้องกรอะไร"

ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าวและว่า สิ่งสำคัญที่จะทำให้กรุงเทพฯเกิดการเปลี่ยนแปลงได้นั่น คนกรุงเทพฯจะต้องลุกขึ้นมาคาดหวังและผลักดันให้เกิดในสิ่งที่คาดหวัง นอกจากนั้นในการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ก็ควรมีสัญญาประชาคมที่ชัดเจนว่า จะดำเนินการในเรื่องใดบ้างเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนกทม.