"อักษรา"ยันข้อเสนอ"มารา ปาตานี" เป็นเรื่องเดียวกับคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้
พ.อ.บรรพต พูลเพียร โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เปิดเผยว่า พล.อ.อักษรา เกิดผล หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้สรุปการแก้ไขปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดห้วงระยะเวลา 11 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลไทยพยายามแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้กำลังทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน พร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมาก ใช้มาตรการทางกฎหมาย ใช้การปฏิบัติการทางทหาร และงานมวลชนทุกรูปแบบ เพื่อยุติเหตุความรุนแรงในพื้นที่ แต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ
สาเหตุเป็นเพราะกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงยังคง มีขีดความสามารถ และยังดำรงความเป็นฝ่ายริเริ่มในการปฏิบัติการก่อเหตุในทุกโอกาส และบีบบังคับให้เจ้าหน้าที่ต้องกลับมาเป็นฝ่ายรับ และสร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์ ดังนั้นคณะพูดคุยเพื่อสันติสุข จึงได้ติดต่อพูดคุยกับกลุ่มผู้เห็นต่างทุกกลุ่ม มาร่วมบนโต๊ะพูดคุยโดยให้เหตุผลว่า ความรุนแรงจะไม่เกิดประโยชน์ต่อฝ่ายใด แต่จะทำให้รัฐบาลไทยต้องเพิ่มกำลังพลและยุทโธปกรณ์และความเข้มข้นในการบังคับใช้กฎหมาย การปิดล้อมตรวจค้นมากขึ้น ซึ่งไม่เกิดผลดีต่อฝ่ายใด และชี้ให้เห็นว่าการพูดคุยคือทางออกที่ดีที่สุดของทุกฝ่าย ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากกลุ่มผู้เห็นต่าง ที่พยายามรวมตัวกันทั้ง 6 กลุ่ม เข้ามาร่วมพูดคุยแบบเต็มคณะอย่างไม่เป็นทางการจนถึงปัจจุบันรวม 3 ครั้ง
พ.อ บรรพต กล่าวว่า พล.อ.อักษรา ยังระบุอีกว่า ขณะนี้มีกลุ่มผู้เห็นต่างเข้ามาร่วมมือกับรัฐในการช่วยกันแก้ไขปัญหา โดยมีภาคประชาชนจับตามองและให้การสนับสนุน รวมทั้งเป็นสักขีพยานในความร่วมมือดังกล่าว จึงนับว่าเป็นผลดีต่อการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเป็นความสำเร็จที่สำคัญ แต่น่าเสียดายที่ยังมีคนคิดแบบเก่า ไม่เชื่อมั่นในกระบวนการพูดคุย ต้องการยกระดับองค์กรเพื่อนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดน ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่าย เพราะมีภาคประชาชนคอยสังเกตตรวจสอบอยู่ และในอนาคตเชื่อว่า จะไม่เพียงคณะพูดคุย และกลุ่มผู้เห็นต่างเท่านั้น แต่จะมีภาคประชาชนเข้ามาร่วมพูดคุยด้วย และเป็นผู้กำหนด Road Map ในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืนต่อไป แต่ในขั้นตอนนี้คณะพูดคุย จำเป็นต้องสร้างความไว้วางใจและความร่วมมือกับกลุ่มผู้เห็นต่าง ให้เกิดขึ้นเพื่อลดความรุนแรงในพื้นที่
พ.อ.บรรพต กล่าวว่า พล.อ.อักษรา ยังชี้แจงถึงการพูดคุยเพื่อสันติสุข ที่ดำเนินการอยู่นั้นเพื่อลดความตั้งใจ ในการใช้ความรุนแรงของผู้เห็นต่างจากรัฐทุกกลุ่มแล้วหันมาใช้ขีดความสามารถที่มีอยู่ในทางสันติวิธี มากกว่าความรุนแรง ซึ่งจะแตกต่างจากเดิมที่เข้าใจว่า ต้องเจรจาต่อรอง และมองว่าฝ่ายหนึ่งจะได้อะไร อีกฝ่ายจะได้อะไร และต้องการอะไร ถือเป็นวิธีคิดแบบโบราณและนำมาซึ่งความได้เปรียบในเวทีพูดคุย โดยเป็นการชิงไหวชิงพริบและสร้างความหวาดระแวงมากกว่าความไว้วางใจ แต่สิ่งที่คณะพูดคุย กำลังดำเนินการอยู่คือ สร้างความไว้วางใจเพื่อแสวงหาความร่วมมือในการแก้ปัญหาความรุนแรงร่วมกันโดยพยายามชี้ให้เห็นว่า หากใช้ความรุนแรงต่อไปก็จะไม่มีฝ่ายใดได้รับชัยชนะ มีแต่ทำให้บ้านเมือง ประเทศชาติ และประชาชนสูญเสีย รวมทั้งอนาคตที่มืดมนของบุตรหลาน ไม่มีฝ่ายใดได้ประโยชน์อะไร ดังนั้นการพูดคุยเพื่อให้เกิดความร่วมมือต่างหากที่เป็นสิ่งสำคัญว่า เราจะเริ่มต้นร่วมมือกันอย่างไร ในเรื่องอะไร ทั้งเรื่องความปลอดภัย การพัฒนา และความยุติธรรมที่เท่าเทียมกัน
พ.อ.บรรพต กล่าวว่า พล.อ.อักษรา กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า ในปัจจุบันคณะพูดคุยฯ ได้จัดตั้งคณะทำงานขึ้นมา 3 คณะเพื่อจัดทำร่างชุดความคิด คือ 1.คณะทำงานด้านกระบวนการยุติธรรม มีหน้าที่แบ่งกลุ่มประเภทแยกความผิดแต่ละกรณี และกำหนดแนวทางดำเนินการผ่อนผันตามกรอบของกฎหมายไทย เพื่อให้กลุ่มผู้เห็นต่างได้เลือกให้ตรงความต้องการของแต่ละกลุ่ม หรือเป็นบุคคล 2.คณะทำงานด้านการพัฒนา เพื่อกำหนดเป็นชุดความคิดของการพัฒนาในเรื่องสำคัญเร่งด่วนแต่ละเรื่องให้ตรงใจประชาชน 3.คณะทำงานเรื่องพื้นที่ปลอดภัย ทั้งในชุมชนเขตเมือง ชนบทป่าเขา เส้นทางสัญจร และพื้นที่ชายแดน ว่าจะเริ่มพื้นที่ใดก่อนไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ หรือจังหวัด
ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถ และความพร้อมของฝ่ายรัฐ รวมทั้งความร่วมมือของกลุ่มผู้เห็นต่าง ที่ต้องร่วมกันกำหนด และเลือกวิธีการที่เหมาะสมต่อไป“หากทุกท่านมองด้วยใจเป็นธรรมจะเห็นได้ว่า ประเด็นของ มารา ปาตานี ถือเป็นเรื่องเดียวกันของคณะพูดคุยฯ โดยสามารถปรับเข้าหากันได้ทุกเรื่อง เช่น การยอมรับใน มารา ปาตานี สามารถสร้างให้เกิดขึ้นได้ด้วยการพิสูจน์ให้เห็นในเรื่องความปลอดภัยของพื้นที่ร่วมกัน
รวมทั้งการร้องขอให้การพูดคุย เป็นวาระแห่งชาติ ก็สามารถพิสูจน์ได้ด้วยการพัฒนาที่สังคมทั้งประเทศยอมรับ ตลอดจนการขอสิทธิคุ้มครองทางกฎหมาย (Immunity) ก็เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมที่ทุกฝ่ายสามารถเข้าถึงได้นั่นเอง ทั้งหมดนี้สามารถแสวงหาความร่วมมือตกลงกันได้บนโต๊ะพูดคุย และแม้ว่าอาจต้องใช้เวลาบ้าง แต่ก็จะไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้”พ.อ.บรรพต กล่าวอ้างคำพูด พล.อ.อักษรา
พ.อ.บรรพต กล่าวว่า พล.อ.อักษรา ยังเปิดเผยถึงความก้าวหน้าล่าสุดของ คณะพูดคุยฯ สามารถสร้างความเห็นชอบร่วมกันกับผู้อำนวยความสะดวก และกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ ในการจัดตั้งคณะทำงานด้านเทคนิคร่วม ซึ่งประกอบด้วย ฝ่ายคณะพูดคุย ฝ่ายผู้เห็นต่าง และผู้อำนวยความสะดวก รวมทั้งในอนาคตอาจมีภาคประชาชนเข้าร่วมด้วย เพื่อกำหนดรายละเอียดในการทำงานร่วมกันให้เกิดความสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืนต่อไป





