วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

แพทย์ชี้เสพสื่อออนไลน์เสี่ยงฆ่าตัวตาย

แพทย์ชี้เสพสื่อออนไลน์เสี่ยงฆ่าตัวตาย แนะยึด“4 อย่า 3 ควร”ก่อนโพสต์

ที่กระทรวงสาธารณสุข ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) พร้อม นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต ร่วมแถลงข่าววันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 10 ก.ย. ของทุกปี ​ในปีนี้กำหนดประเด็นว่า“ป้องกันการฆ่าตัวตาย ยื่นมือเพื่อช่วยชีวิต” ​โดยศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า สถานการณ์การฆ่าตัวตายทั่วโลกอยู่ที่ร้อยละ ​1.4 หรือ ​กว่า 800,000 คนต่อปี หรือ 11.69 ต่อประชากรแสนคน คาดว่าจะเพิ่มเป็น 1.5 ล้านคนในปี พ.ศ.2563 โดยมีคนพยายามฆ่าตัวตายสูงกว่าคนที่ฆ่าตัวตายสำเร็จ 20 เท่าตัว สำหรับประเทศไทย ปี 2557 พบอัตราฆ่าตัวตายอยู่ที่ 6.08 ต่อประชากรแสนคนเท่ากับเมื่อปี 2556 ฆ่าตัวตายสำเร็จปีละกว่า 3,900 คน เฉลี่ย 1 คนในทุก 2 ชั่วโมง ผู้ชายฆ่าตัวตายสูงกว่าผู้หญิง 3 เท่า เป็นกลุ่มอายุ 35-39 ปีมากที่สุด ภาคเหนือมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงกว่าภาคอื่น อัตรา 10 ต่อประชากรแสนคน สูงสุดที่จังหวัดลำพูน 20 ต่อประชากรแสนคน แต่ถือว่าโดยรวมยังอยู่ในเป้าหมายที่กำหนดไม่เกิน 6.5 ต่อแสนประชากร ​

ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวอีกว่า การป้องกันเน้น 2 กลุ่มเสี่ยง คือ 1.กลุ่มที่มีภาวะซึมเศร้า ซึ่งมีความเสี่ยงฆ่าตัวตายสูงที่สุด เช่น ผู้ที่มีอาการซึมเศร้า ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น มะเร็ง เบาหวาน ข้อเสื่อม ไตวาย โรคหัวใจและหลอดเลือด ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์หรือหลังคลอด ผู้ติดสุรา ยาเสพติด และ2. กลุ่มฆ่าตัวตายด้วยความหุนหันพลันแล่น ซึ่งพบว่ากลุ่มที่เคยพยายามฆ่าตัวตาย ส่วนใหญ่ทำเพราะความหุนหัน และมีปัจจัยกระตุ้นจากดื่มสุรา ปัญหาครอบครัว ทั้งนี้ มาตรการป้องกันคือ การคัดกรองในระดับชุมชน เพื่อให้ได้รับการปรึกษาโดยเร็วและเข้าสู่ระบบบริการ

“ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงอีกประการ​คือ การใช้สื่อสังคมออนไลน์ เช่น​ เฟสบุ๊ค ไลน์ อินสตาแกรม จำนวน 16 ล้านคน จากการศึกษาในต่างประเทศพบว่า ยิ่งเข้าถึงโลกออนไลน์มากเท่าใด ความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาการทำร้ายตนเอง/ฆ่าตัวตายจะมีมากขึ้น โดยเฉพาะกับกลุ่มที่จิตใจอ่อนไหว เปราะบาง จึงต้องประชาสัมพันธ์ให้เข้าใจถึงสัญญาณเตือน และวิธีการช่วยเหลือ ให้กำลังใจและหยุดการฆ่าตัวตาย”ศ.คลินิค เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าว

ด้านนพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวเสริมว่า ผลการสำรวจพฤติกรรมการฆ่าตัวตายของคนไทยในจังหวัดที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูง ทั้ง 12 เขตสุขภาพในรอบ 3 ปีนี้ พบอัตราการฆ่าตัวตายในเขตบริการสุขภาพที่ 1, 8 และ 9 ซึ่งเป็นภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สาเหตุมาจากความขัดแย้งในครอบครัว ผู้ชายและผู้หญิงคล้ายกันคือเกิดจากความน้อยใจ คนใกล้ชิดดุด่า ทะเลาะกับคนใกล้ชิด และทุกข์ทรมานจากการป่วยโรคเรื้อรัง โดยผู้หญิงจะมีเรื่องความรักความหึงหวง ผิดหวังในความรักด้วย โดยผู้ชายที่ฆ่าตัวตายสำเร็จร้อยละ 3 จะมีการทำร้ายคนอื่นร่วมด้วย ขณะที่ผู้หญิงร้อยละ 2 จะทำร้ายคนอื่นก่อนฆ่าตัวตาย ซึ่งก่อนการลงมือ มักมีสัญญาณเตือน ขอความช่วยเหลือในช่องทางต่างๆ

“ผู้ที่ฆ่าตัวตายเกือบครึ่งจะแสดงท่าทีหรือสัญญาณเตือนบอกเหตุแก่ครอบครัวและบุคคลใกล้ชิดก่อน ตั้งแต่ 1 ชั่วโมงถึง 1 เดือน ซึ่งจะพบมากที่สุดในช่วง 3 วันแรกก่อนการเสียชีวิต และร้อยละ 79 จะมีเหตุกระตุ้นก่อน เช่น ดื่มสุรา และทะเลาะกับคนใกล้ชิด ทั้งนี้ประเทศไทยถือว่ามีอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ที่มีอัตราการฆ่าตัวตาย​ 20 ต่อแสนประชากร ​เป็นสังคมผู้สูงอายุซึ่งไทยจะต้องเฝ้าระวังต่อไป ​”นพ.เจษฎา กล่าว

นพ.เจษฎา กล่าวด้วยว่า การป้องกันและลดปัญหาการฆ่าตัวตายจากสื่อสังคมออนไลน์ ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 อย่า และ 3 ควร โดย 4 อย่า ได้แก่ 1.อย่าท้าทาย ไม่สื่อความหมายต่างๆ เช่น “ทำเลย” “กล้าทำหรือเปล่า” เพราะจะยิ่งไปกระตุ้นให้เขาทำ 2.อย่าใช้คำพูดเยาะเย้ย เช่น “โง่” “บ้า” หรือตำหนิอื่นๆ เพราะจะยิ่งเพิ่มความคิดทางลบและเพิ่มโอกาสทำมากขึ้น 3.อย่านิ่งเฉยการนิ่งเสมือนเป็นการสนับสนุนทางอ้อม 4.อย่าส่งข้อความ หรือเผยแพร่ภาพการฆ่าตัวตายและความเศร้าโศกของครอบครัวผู้เสียชีวิตจนมากเกิน เพราะจะกระตุ้นให้ผู้ที่คิดฆ่าตัวตายเกิดการเลียนแบบ และเป็นการเคารพผู้กระทำและความรู้สึกของญาติผู้เสียชีวิตด้วย ​ส่วนสิ่งที่ควรทำ 3 ควร ได้แก่ 1.ควรห้าม หรือขอให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าว เพราะโดยทั่วไปผู้ที่คิดฆ่าตัวตายส่วนใหญ่จะลังเลใจ จะช่วยให้ยับยั้งใจได้มากขึ้น 2.ควรชวนคุย ประวิงเวลาให้มีโอกาสทบทวน โดยการถามถึงความทุกข์ รับฟัง และไม่ปล่อยให้อยู่คนเดียว ให้คิดถึงคนที่รักและเป็นห่วง แนะทางออกอื่นๆ และ3.ควรติดต่อหาความช่วยเหลือ เช่น บุคคลที่ใกล้ชิดเขาที่สุดขณะนั้น

ด้านพญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า สำหรับช่วงอายุที่ฆ่าตัวตายสำเร็จมากกว่ากลุ่มอื่น คือ กลุ่มอายุ 35 –39 ปี ​​โดยพบว่า อายุต่ำสุดคือ 10 ขวบ และสูงสุดคือ 93 ปี ในกรณีเด็ก 10 ขวบ แสดงถึงว่ากลุ่มเด็กก็มีปรากฏการฆ่าตัวตายเช่นเดียวกัน ซึ่งเกิดขึ้นจากความขัดแย้งในครอบครัว ไม่สบายใจ อยากเรียกร้องความสนใจ และไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ โดยการที่คนเลือกทำร้ายตัวเอง เกิดจากการเลียนแบบวิธีการจากการที่สื่อนำเสนอ และโอกาสการเข้าถึงอุปกรณ์ เช่น อาวุธ สารเคมี ก็เป็นปัจจัยสำคัญ โดยกรมสุขภาพจิตมีสายด่วน 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ โทร 191 หรือสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุด เพื่อเข้าสู่ระบบบริการในการเข้ารับการช่วยเหลือ โดยเร็ว

นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สาเหตุการฆ่าตัวตายที่เกี่ยวกับโรคเรื้อรังพบว่าอัตรสูงขึ้น 5.9 เท่า รองลงมาเกิดจากการติดสุราเรื้อรัง เพิ่มขึ้น 4.3 เท่า โดยพบว่าข้อมูลในปี 2555 ร้อยละ 20 ของผู้ที่ฆ่าตัวตายสำเร็จอยู่ในภาวะการติดสุราเรื้อรัง โดยอยากขอให้ญาติของผู้ที่ติดสุราเรื้อรังได้เข้ารับการรักษาตัว และทราบว่าภาวะดังกล่าวนอกจากจะมีผลกระทบต่อสุขภาพยังก่อให้เกิดความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายด้วย ทั้งนี้ สถานการณ์บางจังหวัดที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูง พบว่ามีความสัมพันธ์กับอัตราการดื่มสุราที่มีอัตราสูงกว่าจังหวัดอื่นๆด้วย